วันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2554

โรคข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุ


โรคข้อเข่าเสื่อมหรือข้อเสื่อม Osteoarthritis of the knee

ข้อเข่าเสื่อมหรือโรคข้อเข่าเสื่อม เป็นภาวะที่ข้อเข่าผ่าน การใช้งานมาเป็นเวลานาน เกิดการเสื่อมของข้อ ทำให้มีการงอกของกระดูกเวลาเดินจะเจ็บข้อ มีการผิดรูปของข้อเข่า โรคข้อเข่าเสื่อมมักพบในผู้สูงอายุทำให้เกิดความทรมานแก่ผู้สูงอายุเป็น อย่างยิ่ง คุณภาพชีวิตลดลง และทำให้โรคอื่นๆกำเริบ เช่นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง เนื่องจากออกกำลังไม่ได้

โครงสร้างของข้อเข่า

ข้อเข่าของคนเราประกอบไปด้วยกระดูก 3 ส่วนคือ

1. กระดูกต้นขาหรือทางการแพทย์เรียกว่ากระดูก femur ซึ่งเป็นกระดูกส่วนบนของเข่า
2. กระดูกหน้าแข็งทางการแพทย์เรียก tibia ซึ่งเป็นกระดูกส่วนล่างของข้อเข่า
3. กระดูกลูกสะบ้าทางการแพทย์เรียก patella ซึ่งอยู่ด้านหน้าของเข่า

ผิว ของข้อเข่าจะมีกระดูกอ่อน [cartilage ] รูปครึ่งวงกลมซึ่งทำหน้าที่กระจายน้ำหนัก ในข้อเข่าจะมีน้ำหล่อลื่นภายในข้อเรียก synovial fluid ซึ่งจะเป็นน้ำหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อรอบเข้าซึ่งป้องกันการสึกของข้อ เมื่อเราเดินหรือวิ่งข้อของเราจะต้องรับน้ำหนักเพิ่ม ดังนั้นยิ่งมีน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้นเท่าใดข้อก็จะต้องรับน้ำหนักเพิ่มมาก ขึ้น นอกจากนั้นจะมีกล้ามเนื้อและเอ็นรอบข้อทำให้ข้อแข็งแรง



 
แหล่งข้อมูล รายการอโรคาปาร์ตี้ บริษัทเวอร์คพอยท์

กลไกการเกิดข้อเข่าเสื่อม

เข่าของคนเราเป็นข้อที่ใหญ่และต้องทำงานมากทำให้เกิดโรคที่เข่าได้ง่ายโรคข้อ เข่าเสื่อมหมายถึง การที่กระดูกอ่อนของข้อมีการเสื่อมสภาพทำให้กระดูกอ่อนไม่สามารถเป็นเบาะรอง รับน้ำหนัก และมีการสูญเสียคุณสมบัติของน้ำหล่อเลี้ยงเข่า เมื่อมีการเคลื่อนไหวของเข่าก็จะเกิดการเสียดสีและเกิดการสึกหรอของกระดูก อ่อน ผิวของกระดูกอ่อนจะแข็งผิวไม่เรียบ เมื่อเคลื่อนไหวข้อเข่าก็จะเกิดเสียงดังในข้อเกิดอาการเจ็บปวด หากข้อเข่าที่เสื่อมมีการอักเสบก็จะมีการสร้างน้ำข้อเข่าเพิ่มทำให้เกิด อาการบวม ตึงและปวดของข้อเข่า เมื่อมีการเสื่อมของข้อเข่ามากขึ้นข้อเข่าก็จะมีอาการโก่งงอทำให้เกิดอาการ ปวดเข่าทุกครั้งที่มีการเคลื่อนไหว และขนาดของข้อเข่าก็จะมีขนาดใหญ่ขึ้น ในที่สุดผู้ป่วยต้องใช้ไม้เท้าช่วยเดินหรือบางคนจะเดินน้อยลงทำให้กล้าม เนื้อ ต้นขาลีบลง ข้อจะติดเหมือนมีสนิมเกาะเหยียดขาได้ไม่สุด

เมื่อเกิดเข่าเสื่อมมากขึ้นกระดูกอ่อน( cartilage )จะมีขนาดบางลง ผิวจะขรุขระ จะมีการงอกของกระดูกขึ้นมาที่เรียกว่า osteophytes เมื่อมีการอักเสบเยื่อหุ้มข้อก็จะสร้างน้ำหล่อเลี้ยงข้อเพิ่มขึ้นทำให้ข้อ เข่ามีขนาดใหญ่ เอ็นรอบข้อจะมีขนาดใหญ่ขึ้น กล้ามเนื้อจะลีบลง การเปลี่ยนแปลงของข้อจะเป็นไปอย่างช้าๆโดยที่ผู้ป่วยไม่ทราบ ในรายที่เป็นรุนแรงกระดูกอ่อนจะบางมาก ปลายกระดูกจะมาชนกัน เวลาขยับข้อจะเกิดเสียงเสียดสีในข้อ


อาการของโรคข้อเข่าเสื่อม

โรค ข้อเข่าเสื่อมเป็นโรคที่พบในผู้ป่วยสูงอายุ แต่ผู้ป่วยที่มีโรคข้อเรื้อรังเช่นโรครูมาตอยด์ โรคเกาต์ หรือผู้ที่ได้รับอุบัติเหตุที่ข้อเข่า ก็อาจจะเกิดโรคข้อเข่าเสื่อมในขณะที่อายุยังไม่มาก โดยเฉพาะคุณผู้หญิงจะมีโอกาสเป็นข้อเสื่อมได้มากกว่าผู้ชายเนื่องจากความ แข็งแรงของกระดูกและกล้ามเนื้อน้อยกว่าผู้ชาย

อาการที่สำคัญได้แก่

* อาการปวดเข่า เป็นอาการที่สำคัญเริ่มแรกจะปวดเมื่อยตึงทั้งด้านหน้าและด้านหลังของเข่า หรือบริเวณน่อง เมื่อเป็นมากขึ้นจะปวดบริเวณเข่าเมื่อมีการเคลื่อนไหว ลุกนั่งหรือเดินขึ้นบันไดไม่คล่องเหมือนเดิม
* มีเสียงในข้อ เมื่อเคลื่อนไหวผู้ป่วยจะรู้สึกมีเสียงในข้อและปวดเข่า
* อาการบวม ถ้าข้อมีการอักเสบก็จะเกิดข้อบวม
* ข้อเข่าโก่งงอ อาจจะโก่งด้านนอกหรือโก่งด้านใน ทำให้ขาสั้นลงเดินลำบากและมีอาการปวดเวลาเดิน
* ข้อเข่ายึดติด ผู้ป่วยจะไม่สามารถเหยียดหรืองอขาได้สุดเหมือนเดิมเนื่องจากมีการยึดติดภายในข้อ

ปัจจัยที่ทำให้เกิดข้อเสื่อม

* อายุ อายุมากมีโอกาสเป็นมากเนื่องจากอายุการใช้งานมาก
* เพศหญิงจะเป็นโรคเข่าเสื่อมมากกว่าผู้ชาย 2 เท่า
* น้ำหนัก ยิ่งน้ำหนักตัวมากข้อเข่าจะเสื่อมเร็ว
* การใช้ข้อเข่า ผู้ที่นั่งยองๆ นั่งขัดสมาธิ หรือนั่งพับเพียบนานๆจะพบข้อเข่าเสื่อมเร็ว
* การได้รับบาดเจ็บบริเวณข้อเข่า ผู้ที่ได้รับอุบัติเหตุที่ข้อเข่าไม่ว่าจะกระดูกข้อเข่าแตกหรือเอ็นฉีก จะเกิดข้อเข่าเสื่อมได้
* ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและกระดูก ผู้ที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และได้รับแคลเซียมในปริมาณที่พอเพียงจะชะลอการเสื่อมของเข่า

แพทย์จะวินิจฉัยข้อเข่าเสื่อมได้อย่างไร

หากท่านมีอาการปวดเข่าเรื้องรัง เมื่อไปพบแพทย์หากสงสัยว่าเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมแพทย์ก็จะมีขั้นตอนการวินิจฉัยดังนี้

1. ซักประวัติและตรวจร่างกายโดยเน้นที่การตรวจข้อเข่า ซึ่งอาจจะพบลักษณะที่สำคัญคือ ข้อบวม หรือขนาดข้อใหญ่และมีการงอของข้อเข่า
2. การถ่ายภาพรังสี ก็จะพบว่าช่องว่างระหว่างกระดูกเข่าแคบลงซึ่งหมายถึงกระดูกอ่อนมีการสึกหรอ หากสึกมากก็ไม่พบช่องว่างดังกล่าว
3. การเจาะเลือด การเจาะเลือดเพื่อวินิจฉัยแยกโรคที่อาจจะเป็นสาเหตุของโรคปวดเข่าเรื้อรังเช่น โรคเกาต์ หรือโรครูมาตอยด์
4. การตรวจน้ำหล่อเลี้ยงเข่า ในกรณีที่เข่าบวมแพทย์จะเยาะเอาน้ำหล่อเลี้ยงเข่าออกมาตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์
5. การตรวจความหนาแน่นของกระดูก เป็นการตรวจหาโรคกระดูกพรุน

การรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม

โรค ข้อเข่าเสื่อมเป็นโรคของผู้สูงอายุ หากเป็นแล้วจะไม่สามารถรักษาให้เหมือนเดิม ดังนั้นการรักษาข้อเข่าเสื่อมจึงมีจุดประสงค์เพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวด ป้องกันข้อติด ป้องกันข้อโก่งงอ เป็นต้น การรักษาแบ่งออกได้เป็น 3 วิธี

1. การรักษาทั่วไป
2. การรักษาโดยการใช้ยา
3. การรักษาโดยการผ่าตัด

การรักษาทั่วไป

* ปฏิบัติตัวเพื่อหลีกเลี่ยงต่อการเกิดข้อเข่าเสื่อมเช่น การยกของหนัก การนั่งพับเพียบ นั่งยองๆ การนั่งสมาธิเป็นเวลานานๆ การใช้ส้วมชนิดนั่งยองๆ การนอนกับพื้นเป็นประจำเพราะขณะลุกขึ้นหรือลงนอนจะเกิดอันตรายกับเข่า หลีกเลี่ยงการขึ้นบันไดบ่อยๆ ควรจะนั่งบนเก้าอี้ไม่ควรนั่งบนพื้น
* การลดน้ำหนักซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่จะลดอาการปวดและช่วยชะลอข้อเข่าเสื่อมได้
* การออกกำลังกายและการบริหารกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะการบริหารกล้ามเนื้อต้นขาจะทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงจะช่วยลดแรงที่ กระทำต่อเข่า วิธีการบริหารสามารถทำได้โดยการยืน มือเกาะกับเก้าอี้ ย่อตัวให้เข่างอเล็กน้อย นับ 3-6 แล้วยืนตรงทำช้ำ 3-6 ครั้ง หรืออาจจะทำได้โดยนั่งบนเก้าอี้เหยียดขาเกร็งไว้ 10 วินาที่แล้วจึงงอเข่า ทำซ้ำหลายครั้ง นอกจากนั้นการเดินเร็วหรือการว่ายน้ำจะช่วยกระตุ้นให้กระดูกแข็งแรง
* เวลาเดินหรือวิ่งให้ใส่รองเท้าสำหรับเดินหรือวิ่งซึ่งจะมีพื้นกันกระแทก
* ให้ใช้เข่าเหมือนปกติ หากมีอาการปวดให้พักเข่า
* ใช้ไม้เท้าค้ำเวลาจะลูกขึ้น อย่าหยุดใช้งาน
* เวลาขึ้นบันไดให้ก้าวข้างดีขึ้นก่อน เวลาลงให้ก้าวข้างปวดลงก่อน มือจับราวบันได
* ประคบอุ่นเวลาปวดเข่า
* การทำกายภาพบำบัด แพทย์จะแนะนำวิธีการบริหารกล้ามเนื้อและข้อเข่าเพื่อลดอาการปวด ป้องกันข้อติด ป้องกันข้อผิดรูป รวมทั้งทำให้กล้ามเนื้อและกระดูกแข็งแรง ที่สำคัญต้องปฏิบัติเป็นประจำจึงจะได้ผลดี

การบริหารกล้ามเนื้อ

การ พักกล้ามเนื้อเป็นวิธีที่ดีสำหรับการรักษาข้อเข่าเสื่อม แต่ต้องมีการออกกำลังหรือบริหารข้อเข่าอย่างเหมาะสม การออกกำลังจะช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง ป้องกันข้อติด การเคลื่อนไหวของข้อดีขึ้น การบริหารมีให้เลือกหลายท่า การบริหารที่สามารถทำได้บ่อยๆ วิธีง่ายๆสามารถทำได้ด้วยตัวเอง

1. นั่งบนเก้าอี้ให้นั่งห้อยเท้าไว้ ผูกน้ำหนักที่ข้อเท้าประมาณ 2-5 กิโลกรัมไว้ที่ขาทั้งสองข้าง ให้ทำวันละ 1-3 ครั้งครั้งละ 5-15 นาที

2. นั่งบนเก้าอี้ พักเท้าข้างหนึ่งไว้บนพื้น เท้าอีกข้างหนึ่งวางบนเก้าอี้ ให้กดเท้าที่วางอยู่บนเก้าอี้ลงหาพื้นนาน 5-10 วินาที่แล้วพัก 1 นาที ทำซ้ำข้างละ10 ครั้ง ให้ทำวันละ 3 เวลา
3. ให้นั่งบนเก้าอี้ หลังพิงพนัก ยกเท้าขึ้นมาและเกร็งกล้ามเนื้อต้นขาโดยการกดกระดกข้อเท้าให้นับ 5- 10วินาที ทำข้างละ 10 ครั้ง ทำวันละ 3 เวลา ถ้าหากแข็งแรงขึ้นอาจจะถ่วงน้ำหนักที่ปลายเท้า

4. ให้นอนหงาย ยกเท้าข้างหนึ่งงอตั้งไว้ อีกข้างหนึ่งยกสูงขึ้นจากพื้นเกร็ง 1 ฟุต นับ 1-10 สลับข้างทำ ให้ทำซ้ำหลายๆครั้ง หรืออาจะเคลื่อนเท้าเป็นรูปตัวที ให้ทำวันละ 3 เวลา

5. นอนหงาย หรือนั่งหาหมอนรองบริเวณข้อเท้าข้างหนึ่ง กดเข่าของเท้าที่มีหมอนหนุนให้ติดพื้นให้นับ นาน 5-10 วินาทีพัก1 นาทีทำข้างละ 10 ครั้ง วันละ 3 เวลา ทำสลับข้างทำบ่อยๆ

6. นั่งบนเก้าอี้ นำผ้าวางไว้ใต้เท้าข้างหนึ่ง แล้วดึงขึ้นมาให้สูงจากพื้น 4-5 นิ้วดึงไว้ 5-10 วินาที พักหนึ่งนาที่ ทำซ้ำข้างละ 10 ครั้ง ทำวันละ 3 ครั้ง
7. ให้ยืนหลังพิงกำแพง ให้เคลื่อนตัวลงจนเข่างอ 30 องศา แล้วให้ยืนขึ้นทำ 5-10ครั้ง วันละ 3 เวลา

การรักษาโดยการใช้ยา

หากการรักษาทั่วไปไม่สามารถลดอาการปวดจำเป็นต้องใช้ยาในการรักษา ซึ่งมียาหลายชนิดให้เลือกดังนี้

1. ยาแก้ปวด เป็นยาลดอาการปวด แต่ไม่ได้แก้อาการอักเสบ พอหมดฤทธิ์ยาก็ปวดอีก เช่นยา paracetamol
2. ยาแก้อักเสบ steroid เมื่อสมัยก่อนนิยมใช้กันมากทั้งชนิดรับประทานและชนิดฉีดเข้าข้อ แต่ปัจจุบันความนิยมลดลงเนื่องจากผลข้างเคียง โดยเฉพาะยาที่ฉีดเข้าข้อจะทำให้ข้อเข่าเสื่อมเร็วขึ้น
3. ยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่ steroid ยากลุ่มนี้นิยมใช้กันมากขึ้น แต่ต้องระวังการเกิดโรคแทรกซ้อน
4. ยาบำรุงกระดุกอ่อน ได้ผลช้าและใช้ค่าใช้จ่ายสูงจึงไม่เป็นที่นิยม
5. การใช้น้ำหล่อเลี้ยงข้อชนิดเทียม เนื่องจากโรคข้อเสื่อมจะมีน้ำหล่อเลี้ยงข้อน้อยทำให้มีการเสียดสีของข้อ จึงได้มีการฉีดน้ำหล่อเลี้ยงข้อเทียมเข้าไปในเข่า 3-5 ครั้งแต่ละครั้งห่างกัน 1 สัปดาห์ ซึ่งจะทำให้ลดการเสียดสีของข้อ ลดอาการปวด แต่การฉีดนี้ใช้ได้เฉพาะข้อที่เสื่อมไม่มาก

การผ่าตัด

ปัจจุบันได้รับความนิยมมากขึ้นเนื่องจากได้ผลดีและโรคแทรกซ้อนไม่มาก วิธีการผ่าตัดมีได้หลายวิธี
ดังนี้

1. การผ่าตัดโดยการส่องกล้อง (arthroscope) เหมาะสำหรับข้อที่เสื่อมไม่มาก แพทย์จะเข้าไปเอาสิ่งสกปรกที่เกิดจากการสึกออกมา
2. การผ่าตัดแก้ความโก่งงอของเข่า วิธีนี้ต้องตัดกระดูกบางส่วนออกทำให้ใช้เวลานานกว่าจะใช้งานได้ ปัจจุบันนิยมลดลง
3. การผ่าตัดใส่ข้อเข่าเทียม คือการใส่ข้อเข่าเทียมเข้าแทนข้อที่เสื่อม ซึ่งผลการผ่าตัดทำให้หายปวด ผู้ป่วยใช้ชีวิตได้ดีขึ้น

แหล่งข้อมูล http://www.siamhealth.net

MAXIMUV (แม๊กซิมูฟ) ช่วยคุณได้

พื้นที่จัดส่งสินค้า: จัดส่งทั่วประเทศ
รายละเอียดการส่งสินค้า/ นัดรับสินค้า: ส่งEMS
วิธีการชำระเงิน: บ/ช ชื่อ
นายสุรชัย ชัยโชติรุ่งเรือง
ธนาคาร ไทยพาณิชย์ สาขาชิดลม
ออมทรัพย์เลขที่ 001-2-06035-5
โทร 081-637-3780, 088-585-1379
email: chaichoti@gmail.com

ราคาขาย 3,580.00 บาท / กล่อง มีส่วนลดพิเศษให้ 10% เหลือเพียง 3,222.00 บาท / กล่อง  หากซื้อสินค้า 2 กล่อง ไม่คิดค่าจัดส่งสินค้า จำนวน 100.00 บาท









วันเสาร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2554

โรคกระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุน  (Osteoporosis)

ข้อมูลเพิ่มเติมที่    http://surachaionline.com

แหล่งข้อมูล  โรงพยาบาลสมิติเวช

โรคกระดูกพรุน หมายถึงภาวะที่กระดูกของคนเรามีเนื้อกระดูกลดลง ทั้งนี้เนื่องจากแร่ธาตุแคลเซี่ยมในกระดูกลดลง ทำให้กระดูกพรุนซึ่งเกิดการหักได้ง่าย

ปกติกระดูกของคนจะมีความแข็ง เหมือนหินหรือเหล็ก เพื่อเป็นหลักให้อวัยวะยึดเกาะ กระดูกของคนเราประกอบด้วยโปรตีน collagen ที่สร้างโยงเป็นใย โดยมีเกลือ calcium phosphate เป็นตัวที่ทำให้กระดูกแข็งแรง และทนต่อแรงดึงรั้ง เกลือ calcium จะอยู่ในกระแสเลือด 99% อยู่ในเลือด 1% ปกติกระดูกของคนเรามีการสร้าง และการละลายอยู่ตลอดเวลา ในเด็กมีการสร้างมากกว่าการละลายทำให้กระดูกเด็กมีการเจริญ และใหญ่ขึ้น กระดูกจะใหญ่ขึ้นจนอายุ 30 ปี กระดูกเริ่มมีการละลายมากกว่าการสร้างทำให้กระดูกเริ่มจาง ในวัยทองระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนมีระดับลดลงอย่างรวดเร็วทำให้อัตราการละลาย ของกระดูกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว กระดูกที่พรุนจะสี่ยงต่อกระดูกหักโดยเฉพาะกระดูกสะโพกซึ่งจะมีผลต่อสุขภาพ กระดูกพรุนมักจะเกิดในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายด้วยเหตุผล 2 ประการคือ

* ความหนาแน่นของกระดูกผู้ชายสูงกว่าผู้หญิง
* เมื่อเข้าวัยทอง ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลงอย่างรวดเร็วทำให้เนื้อกระดูกจางลงอย่างรวดเร็ว

กระดูก โปร่งบางหรือกระดูกพรุนคืออะไรOsteoporosis bone has less calcium and is much weeker. โรคกระดูกจางหมายถึงภาวะที่กระดูกสูญเสียเนื้อกระดูก และโครงสร้างผิดไป ทำให้กระดูกมีความเปราะบาง เกิดการหักได้ง่ายโดยเฉพาะกระดูกส่วนข้อสะโพก กระดูกสันหลัง และกระดูกข้อมือ เนื้อกระดูกจะมีรูพรุนเหมือนฟองน้ำ ผู้ชายและผู้หญิงมีโอกาสเป็นเท่ากัน และสามารถป้องกันและรักษาได้ ปัจจัยเสี่ยงของโรคกระดูกโปร่งบาง หมายถึงภาวะที่ทำให้กระดูกจางเร็วขึ้น บางคนมีหลายปัจจัยเสี่ยง แต่บางคนก็ไม่มีปัจจัยเสี่ยง

1. ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลง

* เพศหญิงจะมีการเกิดกระดูกจางมาก และเร็วกว่าผู้ชาย เพราะผู้หญิงวัยทองขาด estrogen ทำให้เกิดการละลายของกระดูกมากกว่าปกติ การรับประทานแคลเซี่ยมเป็นประจำจะช่วยลดอุบัติการณ์ของกระดูกหัก
* อายุมากจะเกิดกระดูกจางได้มากกว่าอายุน้อย
* ขนาดของร่างกาย ผู้ป่วยที่ผอม และตัวเล็กจะมีกระดูกจางได้ง่าย
* เชื้อชาติ
* ประวัติครอบครัว ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเรื่องกระดูกจางจะเกิดโรคได้ง่าย

2. ปัจจัยเสี่ยงที่สามารถแก้ไขได้

* ฮอร์โมนเพศไม่ว่าหญิงหรือชายหากมีฮอร์โมนต่ำก็เกิดกระดูกจางได้
* เบื่ออาหาร
* อาหารที่รับประทานมีแคลเซียมต่ำ
* ใช้ยาบางชนิดเป็นประจำ เช่น steroid หรือยากันชัก
* ผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย
* สูบบุหรี่
* ดื่มสุรา

การประเมินความเสี่ยงว่าจะเป็นโรคกระดูกโปร่งบาง กระดูกพรุนหรือไม่
การประเมินความเสี่ยง คะแนน
สุขภาพเป็นเช่นใด 0

* ดี 1
* ปานกลางลงมา 1


ผิวดำ -1
ประวัติแม่ พี่หรือน้องสาวกระดูกสะโพกหัก 1
น้ำหนักลดลงเมื่อเทียบกับตอนอายุ 25 ปี 1
สูงกว่า 165 ซม 1
เป็นโรคสมองเสื่อม 1
ได้รับยา steroid 1
ได้รับยากันชัก 1
ได้รับยากลุ่ม benzodiazepam เช่น valium 1
ไม่ได้ออกกำลังกาย 1
ต้องใช้แขนช่วยเวลาลุกจากเก้าอี้ 1
มีกระดูกหักเมื่ออายุมากกว่า 50ปี 1
อายุมากกว่า 80 ปี 1
วัยทองและไม่ได้รับฮอร์โมนทดแทน 1
ยืนน้อยกว่าวันละ 4 ชั่วโมง 1
หัวใจเต้นเกิน 80 ครั้งเวลานั่งเฉยๆ 1
รวมคะแนน
คะแนน 0-2 ความเสี่ยงต่อกระดูกพรุนต่ำ

คะแนน 3-4 ความเสี่ยงต่อกระดูกพรุนปานกลาง

คะแนนมากกว่า 5 ความเสี่ยงต่อกระดูกพรุนสูง


หาก ท่านพบว่าท่านมีความเสี่ยงของการเกิดกระดูกโปร่งบาง กระดูกพรุนสูงโปรดปรึกษา แพทย์ และปฏิบัติตามวิธีป้องกันโรคกระดูกโปร่งบางข้างล่างบทความ

ท่านจะทราบได้อย่างไรว่าท่านเป็นโรคกระดูกโปร่งบาง กระดูกพรุน หรือเปล่า

บริเวณที่กระดูกหักบ่อย

ผู้ป่วยจะไม่มีอาการอะไรจนกระทั่งกระดูกพรุนและจางมากจึงจะเกิดอาการ อาการที่สำคัญได้แก่

* เมื่อมีการหกล้มที่ไม่รุนแรงก็จะเกิดกระดูกหัก บริเวณกระดูกหักที่พบได้บ่อยได้แก่ กระดูกหลัง กระดูกสะโพก กระดูกข้อมือ
* ปวดกระดูกหลัง
* ผู้ป่วยจะมีน้ำหนักลดเนื่องจากเนื้อกระดูกลดลง
* ผู้ป่วยจะหลังโก่ง เตี้ยลง ให้วัดส่วนสูงปีละครั้งถ้าหากเตี้ยลงแสดงว่าท่านมีโรคกระดูกโปร่งบาง
* กล้ามเนื้อท่านลีบลงหรือไม่

ผลจากการที่กระดูกหักจะทำให้ผู้ป่วยครึ่งหนึ่งเดินด้วยตัวเองไม่ได้ และมีอัตราการตายร้อยละ20

การ วินิจฉัยปัจจุบัน แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคกระดูกโปร่งบางก่อนที่จะเกิดอาการโดยการตรวจความเข็ม หรือความหนาแน่นของกระดูก bone mineral density หรือ BMD การตรวจนี้ใช้แสงเอกซเรย์ปริมาณน้อยมากส่องตามจุดที่ต้องการแล้วใช้ คอมพิวเตอร์คำนวณหาความหนาแน่นของกระดูก เมื่อเทียบกับค่ามาตรฐานโดยการเปรียบเทียบกับมวลกระดูกของผู้หญิงอายุ 25 ปี หากมวลกระดูกของคุณน้อย 2.5 เท่า standard deviations ของผู้หญิงอายุ 25 ปีคุณเป็นโรคกระดูกพรุน osteoporosis หากเนื้อกระดูกน้อยว่าคนปกติแต่ไม่ถึง 2.5 เท่า standard deviations คุณเป็นคนที่มีเนื้อกระดูกน้อยกว่าคนปกติ osteopenia การรักษามียาหลายชนิดที่ใช้รักษาโรคกระดูกจางโดยเฉพาะหญิงวัยทอง

* Estrogen ต้องให้ร่วมกับ progestin จะให้ในราย ตัดรังไข่ก่อนอายุ 50 ปี ผู้ที่หมดประจำเดือนอายุน้อย ประวัติครอบครัวเป็นโรคกระดูกจาง ผู้ที่มีความหนาแน่นของกระดูกต่ำ
* Raloxifene เป็นยาในกลุ่มฮอร์โมนเอสโตรเจน สามารถเพิ่มระดับความเข้มของกระดูกได้ครึ่งของการใช้ฮอร์โมนทดแทน
* Alendronate ยานี้ออกฤทธิ์โดยการยับยั้งการละลายของกระดูก ควรจะรับประทานยานี้ขณะท้องว่างและให้ดื่มน้ำตาม และให้อยู่ในท่ายืนหรือนั่งเป็นเวลา 30 นาที ยานี้อาจจะทำให้เกิดอาการจุกหน้าอก ผู้ที่มีโรคไตควรจะปรึกษาแพทย์
* Calcitonin เป็นฮอร์โมนใต้สมองได้จากการสกัดต่อมใต้สมองจากปลาทูน่า ใช้พ่นจมูก ยาตัวนี้ผลข้างเคียงต่ำ
* Tamoxifen,Raloxifene ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์ที่ estrogen recpertor กับบางอวัยวะเท่านั้นคือยากลุ่มนี่มีความจำเพาะสูงกว่าเอสโตรเจน ยากลุ่มนี่สามารถเพิ่มมวลของกระดูกและลดอาการร้อนตามตัว

การป้องกัน การป้องกันที่ดีที่สุดต้องสร้างกระดูกให้แข็งแรงตั้งแต่อายุ น้อยกว่า 30 ปี มีหลายวิธีที่จะป้องกันภาวะกระดูกโปร่งบาง เช่น

1. รับประทานอาหารที่มี แคลเซียมสูงโดยเฉพาะในเด็กที่กำลังเจริญเติบโต หญิงตั้งครรภ์ และให้นมบุตร ชายและหญิงวัยทอง อาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียมได้แก่ นม นมพร่องมันเนย ผักใบเขียว ปลาและกระดูก ถั่ว น้ำส้ม ในวัยทองควรจะได้รับปริมาณแคลเซียม 1500มก.ต่อวันแต่สำหรับผู้ที่ได้รับฮอร์โมนทดแทนควรจะได้รับปริมาณแคลเซียม 1000 มก.ต่อวัน หากรับประทานแคลเซียมครั้งละ 600 มก.จะดูดซึมได้ดี เมื่อรับประทานแคลเซียมต้องดื่มน้ำมากๆเพราะแคลเซียมจะทำให้ท้องผูก ในวัยทองควรจะได้รับวิตามิน ดี 400 ยูนิตต่อวันเพื่อช่วยในการดูดซึมของแคลเซียม แหล่งอาหารที่มีแคลเซียม
* หมวดที่1 เนื้อสัตว์ เช่นปลาร้า กุ้งแห้ง ปลาลิ้นหมา ปลาตัวเล็ก
* หมวดที่2 พืชผัก ใบชะพลู เห็ดหอม ดอกแค ผักกระเฉด ยอดสะเดา ใบโหระพา ผักคะน้า ถั่วแดง เม็ดบัว เต้าหู้ ถั่วเหลือง
* หมวด3 นม
* เครื่องปรุง เช่น กะปิ ใบมะกรูด พริกแห้ง
ปริมาณแคลเซียมในอาหาร
ชนิดของอาหาร ปริมาณที่บริโภค แคลเซียม(มก.)
นมสด รสจืด 200 (1 กล่อง) 230-292
ปลาช้อนทะเลแห้งทอด ครึ่งถ้วยตวง 329
กุ้งแห้งตัวเล็ก 1ช้อนโต๊ะ 138
เต้าหู้ขาวอ่อน 1 ก้อน 290
คะน้าผัด ครึ่งถ้วยตวง 105

ปริมาณแคลเซียมที่ควรได้รับในแต่ละวัน (mg/day)
แรกคลอด-6 เดือน 400
6 เดือน-1 ปี 600
1-10 ปี 800-1200
11-24 1200-1500
25-50 1000
51-64 1000-1500
มากกว่า65 มากกว่า 1500
คนท้อง 1200-1500

2. วิตามินดี ปกติคนเราสามารถสังเคราะห์วิตามินดี ได้จากแสงอาทิตย์ แต่คนสูงอายุ หรือผู้ที่อยู่แต่ในบ้านจะขาดวิตามินดี วิตามินดี จะช่วยให้ลำไส้มีการดูดซึมแคลเซียม วันหนึ่งควรได้วิตามินดี 400-800 IU ให้ถูกแสงบริเวณมือ แขน ใบหน้าครั้งละ 10-15 นาที สัปดาห์ละ 2-3 ครั้งก็เพียงพอที่จะสร้างวิตามินดี การทาครีมกันแดดจะลดการสร้างวิตามินดี
3. การออกกำลังกาย การออกกำลังกายจะทำให้กระดูกแข็งแรง เช่น การเดิน การเดินขึ้นบันได กระโดดเชือก ยกน้ำหนัก การเต้นรำ ลองเริ่มต้นการออกกำลังกายวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3-5 วัน ซึ่งนอกจากจะทำให้กระดูกแข็งแรงยังทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและป้องกันการหก ล้ม การออกกำลังที่จะทำให้กระดูกแข็งแรงคือ การออกกำลังชนิด weight bearing คือใช้น้ำหนักตัวเองช่วยในการออกกำลังกาย เช่น การเดิน การวิ่ง การขึ้นบันได การเต้นรำ การว่ายน้ำและการขี่จักรยานไม่จัดในการออกกำลังกายกลุ่มนี้ อีกชนิดหนึ่งคือการยกน้ำหนักเพื่อทำให้กล้ามเนื้อและกระดูกแข็งแรง
4. การสูบบุหรี่จะทำให้ฮอร์โมน estrogen ต่ำเป็นผลทำให้กระดูกจาง
5. การดื่มสุรา วันละ 120-180 มิลิเมตรจะทำให้กระดูกจางและหักง่าย
6. หลีกเลี่ยงการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วเพราะจะทำให้เกิดกระดูกพรุน
7. ยาบางชนิดหากรับประทานต่อเนื่องจะทำให้กระดูกจาง เช่น steroid phenyltoin [dilantin} barbiturate ,antacid ,thyroid hormone
8. ยาป้องกันกระดูกจาง
9. ไม่ควรดื่มชาหรือกาแฟมากกว่า 2 แก้วเพราะสาร caffeein จะเร่งการขับแคลเซียม
10. การวัดความหนาแน่นของกระดูก

แหล่งข้อมูล http://www.siamhealth.net

MAXIMUV (แม๊กซิมูฟ)  ช่วยคุณได้

พื้นที่จัดส่งสินค้า: จัดส่งทั่วประเทศ
รายละเอียดการส่งสินค้า/ นัดรับสินค้า: ส่งEMS
วิธีการชำระเงิน: บ/ช ชื่อ
นายสุรชัย ชัยโชติรุ่งเรือง
ธนาคาร ไทยพาณิชย์ สาขาชิดลม
ออมทรัพย์เลขที่ 001-2-06035-5
โทร 081-637-3780, 088-585-1379
email: chaichoti@gmail.com

ราคาขาย
3,580.00 บาท / กล่อง มีส่วนลดพิเศษให้ 10% เหลือเพียง 3,222.00 บาท / กล่อง  หากซื้อสินค้า 2 กล่อง ไม่คิดค่าจัดส่งสินค้า จำนวน 100.00 บาท