วันพุธที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2554

ทำไงดี! ปวดฉี่บ่อยจัง




โรคกระเพาะปัสสาวะ ไวเกิน

ทำไงดี! ปวดฉี่บ่อยจัง (ไทยรัฐ)

ผู้ที่มีอาการปวดปัสสาวะบ่อยๆ ทุกชั่วโมง เวลาปวดจะรุนแรงมากจนต้องรีบเข้าห้องน้ำทันที มักจะตื่นขึ้นมากลางดึกเกินกว่า 1 ครั้งเพราะปวดปัสสาวะจนทนไม่ไหว เวลาทำงานต้องลุกเข้าห้องน้ำบ่อยมากจนรู้สึกรำคาญ เวลาเดินทางไปไหนไกลๆ หรือรถติดบนท้องถนนก็มักจะรู้สึกปวดปัสสาวะกลางทาง สร้างความทุกข์ทรมานเป็นอย่างมาก นพ.บุญเลิศ สุขวัฒนาสินิทธิ์ ศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า อาการต่างๆ เหล่านี้เป็นอาการผิดปกติของระบบขับถ่ายปัสสาวะ ซึ่งมักพบได้จากหลายสาเหตุ แต่โรคหนึ่งที่พบบ่อยแต่ประชาชนทั่วไปยังอาจรู้จักน้อย คือ โรคกระเพาะปัสสาวะ ไวเกิน หรือ Over Active Bladder, OAB

โรคกระเพาะปัสสาวะ ไวเกิน เป็นกลุ่มอาการของความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง เป็นภาวะที่กระเพาะปัสสาวะบีบตัวมากเกินไป ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ บางคนเป็นมากต้องปัสสาวะ 2-3 ครั้งต่อชั่วโมง ยิ่งอยู่ในห้องแอร์เย็นๆ จะปัสสาวะบ่อยมากขึ้น และรู้สึกปวดปัสสาวะอย่างรุนแรง เวลาปวดจะกลั้นไม่ค่อยได้ต้องรีบเข้าห้องน้ำอย่างเร่งด่วน รวมทั้งต้องลุกขึ้นมาปัสสาวะตอนกลางคืนบ่อยๆ จนรบกวนการนอนหลับ บางครั้งอาจมีปัสสาวะเล็ด หรืออาจมีอาการเจ็บท้องน้อยร่วมด้วย อาการจะคล้ายๆ กับเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบธรรมดา แต่จะเป็นค่อนข้างเรื้อรังเป็นเวลานาน

ก่อนหน้านี้เคยเข้าใจกันว่าภาวะปัสสาวะไวเกินมักเกิดในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย แต่ปัจจุบันพบว่า ในผู้ชายก็เป็นโรคนี้มากขึ้น โดยมักพบร่วมกับภาวะต่อมลูกหมากโต และพบได้ในคนทุกวัย แต่ไม่ค่อยพบโรคนี้ในเด็ก ซึ่งคนที่เป็นโรคนี้ ผลกระทบส่วนใหญ่จะเกิดกับคุณภาพชีวิตโดยรวม เพราะอาการที่เป็นจะเป็นมากน้อยแตกต่างกันในแต่ละคน มีปัญหาเวลาที่ต้องอยู่ในรถที่ติดขัด ทำให้ผู้ป่วยเกิดความรำคาญ มีผลต่อความสะอาดของบริเวณช่องคลอด และขาหนีบ ทำให้รู้สึกไม่มั่นใจ ไม่กล้าเข้าสังคม ผู้ป่วยจะไม่อยากไปไหน เนื่องจากไม่มั่นใจว่าจะมีห้องน้ำอยู่ใกล้ๆ บริเวณที่จะไป

อะไรคือสาเหตุของ โรคกระเพาะปัสสาวะ ไวเกิน

สาเหตุส่วนใหญ่ของอาการ กระเพาะปัสสาวะไวเกิน ยังไม่ทราบแน่ชัด เชื่อว่าเกิดจากระบบประสาทที่บริเวณกล้ามเนื้อของกระเพาะปัสสาวะผิดปกติ ทำให้กล้ามเนื้อบีบตัวบ่อยและไวกว่ากำหนด โดยที่ยังมีปริมาณปัสสาวะไม่มากพอที่จะทำให้รู้สึกปวดปัสสาวะ สาเหตุอีกส่วนหนึ่ง คือ พบร่วมกับภาวะการอักเสบ ติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะ ภาวะหมดประจำเดือนและโรคทางระบบประสาทบางชนิด

มีวิธีการตรวจวินิจฉัย โรคกระเพาะปัสสาวะ ไวเกินอย่างไร

การวินิจฉัย ภาวะกระเพาะปัสสาวะไวเกิน (Overactive Bladder, OAB) จำเป็นต้องซักประวัติ และตรวจร่างกายอย่างละเอียด โดยเฉพาะระบบประสาท และการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่จำเป็น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตัดโรคอื่นๆ ที่อาจมีอาการและอาการแสดงคล้ายกันเสียก่อน ได้แก่

1.การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ

2.เนื้องอกในอุ้งเชิงกราน ที่กดดันกระเพาะปัสสาวะ จนทำให้ปัสสาวะบ่อย

3.การหย่อนยานของอวัยวะในอุ้งเชิงกราน

4.ภาวะการขาดฮอร์โมนเพศหญิง

5.โรคเบาหวาน โรคเบาจืด การได้รับยาที่มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ

6.ความผิดปกติของระบบประสาท

7.กระเพาะปัสสาวะยืดตัวผิดปกติ (Overflow Incontinence)

8.อาการที่เกิดขึ้นภายหลังการผ่าตัดในอุ้งเชิงกราน

โรคกระเพาะปัสสาวะ ไวเกิน รักษาได้อย่างไร

เนื่องจากยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ดังนั้น การรักษาจึงใช้แนวทางรักษาหลายชนิดมาผสมผสานกัน กล่าวคือการรักษาภาวะหรือโรคที่มีผลก่อให้เกิดปัญหากระเพาะปัสสาวะไวเกิน ดังกล่าวข้างต้น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น การงดดื่มน้ำก่อนนอน หลีกเลี่ยงยา หรืออาหารที่มีฤทธิ์กระตุนการขับปัสสาวะ เช่น ยาขับปัสสาวะ น้ำชา กาแฟ การจัดที่นอนใหม่ให้เข้าห้องน้ำได้สะดวกขึ้น

การใช้ยาที่มีฤทธิ์คลายการหดตัวของกระเพาะปัสสาวะ โดยหลักๆ จะใช้ยาในกลุ่ม Anticholinergic ซึ่งจะออกฤทธิ์คลายการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะ ทำให้ลดการบีบตัวที่ไวเกินปกติของกระเพาะปัสสาวะ การใช้ยาจะต้องมีการปรับขนาดยาให้เหมาะต่อผู้ป่วยแต่ละราย ยาในกลุ่มนี้มีหลายชนิด ต่างกันที่ราคา และผลข้างเคียงของยา

การฝึกกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งเป็นหนึ่งในพฤติกรรมบำบัด เป็นการฝึกควบคุมระบบประสาท ที่ควบคุมการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะ โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะให้สมองส่วนกลางส่งสัญญาณมายับยั้งวงจรการปัสสาวะ โดยการฝึกปัสสาวะให้เป็นเวลา และเพิ่มช่วงเวลาการถ่ายปัสสาวะให้มากขึ้นเรื่อยๆ เช่น จากเดิมต้องเข้าทุกๆ 1 ชั่วโมงให้เพิ่มเป็น 1 ชั่วโมงครึ่ง และ เพิ่มเป็น 2 ชั่วโมงตามลำดับ เป็นการฝึกให้กระเพาะปัสสาวะ เก็บปัสสาวะให้มากพอ โดยไม่มีอาการบีบตัวไวกว่าปกติ รวมทั้งหลักการเบี่ยงเบนความสนใจ และผู้ป่วยควรขมิบช่องคลอดร่วมด้วย ซึ่งจะลดอาการอยากถ่ายปัสสาวะลง

การใช้ไฟฟ้ากระตุ้นที่เส้นประสาทบริเวณก้นกบ (Sacral nerve stimulation) การใช้ไฟฟ้ากระตุ้น ที่เส้นประสาทบริเวณก้นกบ จะช่วยลดการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะ ลงการรักษาโดยวิธีนี้ ต้องมีการผ่าตัดฝังตัว กระตุ้นสัญญาณไฟฟ้าที่หน้าท้อง และกระดูกก้นกบด้วย (Sacral bone) และต้องมีการทดสอบในช่วงแรกว่าได้ผล จึงผ่าตัดฝังเครื่องชนิดถาวร (อยู่ได้ 5 ปี) การรักษาวิธีนี้ มีราคาแพง และยังอยู่ในระหว่างการวิจัย

การฝึกบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน เพื่อทำให้กล้ามเนื้อที่รองรับอวัยวะในอุ้งเชิงกรานและกล้ามเนื้อหูรูดส่วน นอกของท่อปัสสาวะหนาตัวและแข็งแรงขึ้น โดยปกติการบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน จะใช้ในการรักษาภาวะไอ-จามจนปัสสาวะเล็ด แต่พบว่าสามารถนำมาใช้รักษาภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินได้ด้วย

การผ่าตัด มีการผ่าตัดกระเพาะปัสสาวะ บางส่วน หรืออาจนำลำไส้เล็กบางส่วน มาเย็บต่อกับกระเพาะปัสสาวะ เพื่อทำให้การบีบตัวไม่มีผลทำให้ปวดปัสสาวะบ่อย การผ่าตัดมีผลแทรกซ้อนมาก และนิยมทำในรายที่รักษา โดยการใช้ยาแล้วไม่ได้ผลวิธีการอื่นๆ เช่น การใช้ยาหรือสารบางชนิด เช่น Capsaicin ใส่ไปในกระเพาะปัสสาวะ รวมถึงการทำกายภาพบำบัด

การจะการรักษาด้วยวิธีใดนั้น แพทย์จะพิจารณาตามความจำเป็นในแต่ละราย ซึ่งมีรายละเอียดแตกต่างกันไป ภาวะกระเพาะปัสสาวะไวเกิน ถึงแม้ไม่ก่อให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต แต่ก็ทำให้คุณภาพชีวิตลดลงอย่างมาก มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตในหลายๆ ด้าน จึงจำเป็นที่แพทย์ในสาขาต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น สูตินรีแพทย์ ศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ อายุรแพทย์ และแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป ให้ความสำคัญและให้การดูและรักษาอย่างจริงจัง เพื่อให้หายหรือบรรเทาจากภาวะดังกล่าวได้ และให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น



ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

คลิ๊ก !!!!! อ่านบทความ หรือหนังสือดี ๆเพิ่มเติม ด้านล่างนี้
สำนักพิมพ์โฟกัส
โรคข้อเข่าเสื่อม
น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว

อาการของผู้ที่เป็นข้อเข่าเสื่อม

อาการของผู้ที่เป็นข้อเข่าเสื่อม


ผู้ที่เริ่มเป็น ข้อเข่าเสื่อม จะเริ่มจากมีอาการปวดข้อ ข้อที่ปวดจะเป็นข้อที่ต้องรองรับน้ำหนักของร่างกาย ในคนไทยหรือคนที่มีเชื้อสายจีนมักเป็นข้อเข่า แต่ในฝรั่งชาติตะวันตกในยุโรปหรืออเมริกาจะเป็นข้อสะโพก อาการปวดข้อในระยะแรกจะเกิดขึ้นเวลาเดินมาก ยืนมาก หรือเดินขึ้นลงบันไดมากๆ เวลาเดินอาจมีเสียงดังกร๊อบแกร๊บในข้อ นั่นหมายความว่าโครงสร้างต่างๆ ในข้อ เริ่มไม่แน่นแฟ้นเหมือนแต่ก่อน เริ่มมีความหลวมจากกระดูกอ่อนในข้อเริ่มไม่กระชับรับกัน กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นรอบข้อเริ่มอ่อนแอลง ไม่ฟิตเหมือนเก่า จึงทำให้เกิดเสียงดังเวลาเดิน ต่อมาอาการปวดข้อเกิดได้ง่ายขึ้น เดินไม่นานก็ปวด บางวันมีปวดตอนกลางคืนที่หยุดใช้งานหลังจากที่ใช้งานข้อมาทั้งวัน อาการจะเป็นมากขึ้นเมื่อข้อเสื่อมมากขึ้น เข่า 2 ข้างเริ่มโก่ง จนขา 2 ข้างโก่งออกจากกัน หรือเวลาลุกจากท่านั่งแล้วต้องยืนเกร็งนิ่งสักพักกว่าจะก้าวออกเดินได้ต่อไป สุดท้ายแค่ขยับข้อจะลุกนั่งก็ปวดแล้ว เพราะไม่เหลือกระดูกอ่อนในข้อ เวลาขยับข้อแล้วกระดูก 2 ข้างจะบดกันจึงปวดมาก ทำให้เดินไม่ได้ กลายเป็นพิการไปไหนมาไหนต้องนั่งรถเข็นในที่สุด

ข้อเข่าเสื่อมนี้อาจ เกิดร่วมกับความเสื่อมของข้ออื่นๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะข้อกระดูกสันหลัง อาจมีกระดูกงอกไปกดเบียดเส้นประสาทหรือปวดร้าวมาตามขาข้างใดข้างหนึ่งหรือ 2 ข้างก็ได้ ข้อปลายนิ้วของนิ้วมือก็อาจจะเกิดเสื่อมได้ มีกระดูกงอกเป็นปุ่มยืนขึ้นมาบริเวณโคนเล็บ มักจะเริ่มจากข้อนิ้วก้อยก่อน ต่อมาก็ค่อยๆ งอกขึ้นได้เกือบทุกนิ้ว ความเสื่อมของข้อต่างๆ ทั่วร่างกายนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกคน เราคงไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เมื่อถึงเวลา แต่เราสามารถชะลอความเสื่อมเหล่านี้ให้เสื่อมช้าลงหรือเกิดอาการให้ช้าที่ สุดได้ โดยพยายามควบคุมน้ำหนักตัวอย่าให้น้ำหนักตัวมากเกินไป

ถ้า น้ำหนักตัวมากก็ควรพยายามลดน้ำหนักตัวลง โดยการควบคุมอาหารและออกกำลังกาย แต่ปัญหาของคนวัยทองเวลามีอายุมากขึ้น การลดน้ำหนักตัวจะทำได้ไม่ง่ายนัก จะให้มาออกกำลังกายมากๆ หรือคุมอาหารมากๆ ย่อมเป็นไปไม่ได้ ทางที่ดีคงจะต้องเริ่มตั้งแต่อายุ 30-40 ปี ที่ข้อเริ่มจะเสื่อมแล้ว พอน้ำหนักตัวเริ่มขึ้นก็ต้องพยายามควบคุมอาหาร และออกกำลังกายอย่างให้น้ำหนักขึ้นเกินเกณฑ์ ถ้าปล่อยให้น้ำหนักตัวขึ้นมากไปแล้ว ยิ่งอายุมากขึ้น การลดน้ำหนักตัวก็ยิ่งทำได้ยากขึ้นยากขึ้น

ในขณะเดียวกันก็ต้อง พยายามลดการใช้งานข้อที่มีโอกาสจะเสื่อมให้น้อยลง โดยเฉพาะท่าที่จะทำให้เสื่อมเร็ว เช่น หลีกเลี่ยงการนั่งยองๆ ในสมัยก่อนที่ห้องน้ำส่วนมากยังเป็นส้วมชนิดส้วมซึมที่ต้องนั่งยองๆ ปรากฏว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่เป็นข้อเข่าเสื่อม ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนส้วมเป็นชนิดส้วมชักโครก ที่นั่งถ่าย ปัญหาข้อเข่าเสื่อมก็น้อยลง หลีกเลี่ยงการเดินขึ้นเดินลงบันไดมากๆ เพื่อป้องกันข้อเข่าเสื่อม มีคนตั้งข้อสังเกตว่า ครูที่ทำงานตามโรงเรียนประชาบาลในจังหวัดต่างๆ ที่มีสภาพเป็นตึกเรียน 3-4 ชั้นที่ไม่มีการติดตั้งลิฟท์ให้ใช้ แต่ละวันคุณครูต้องเดินขึ้นลงบันไดไปสอนตามห้องเรียนต่างๆ ขึ้นลงบันไดวันละหลายสิบเที่ยว ปรากฏว่ามีครูจำนวนไม่น้อยเป็นข้อเข่าเสื่อม เมื่ออายุมากขึ้น ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะการเดินขึ้นเดินลงบันไดมากๆ เป็นเวลาหลายปีนั่นเอง

วิธีหนึ่งที่จะช่วยชะลอความเสื่อมของข้อ ช่วยให้เสียงดังกร๊อบแกร็บในข้อที่เกิดขึ้นเวลาเดินมากๆ หรือขึ้นลงบันไดลดลงคือ การบริหารกล้ามเนื้อบริเวณรอบๆ ข้อให้แข็งแรง เช่น บริหารกล้ามเนื้อหน้าขา 2 ข้างให้แข็งแรงเอาไว้ โดยการยกขาขึ้นมากเกร็งไว้สักครู่ควรทำบ่อยๆ เพื่อป้องกันหรือชะลอการเกิดข้อเข่าเสื่อม

แหล่งข้อมูล : http://www.ramaclinic.com


คลิ๊ก !!!!! อ่านบทความ หรือหนังสือดี ๆเพิ่มเติม ด้านล่างนี้
สำนักพิมพ์โฟกัส
โรคข้อเข่าเสื่อม
น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว

5 วิธีป้องกันข้อเข่าเสื่อม




ภาพที่ 1: ท่า 'Basic Chair Squat' = ท่านั่งยองๆ หน้าเก้าอี้

ให้ ยืนแยกเท้าห่างประมาณความกว้างสะโพกหรือไหล่ ย่อเข่าลงยืนดังภาพ > นั่งลงบนเก้าอี้ > กลับสู่ท่าตั้งต้น > ยืน > กลับสู่ท่าตั้งต้น > นั่ง สลับกันแบบนี้ 10 รอบ, ถ้าต้องการแข็งแรงมาก ให้หาตุ้มน้ำหนักมาช่วย > [ 7 วิธีทำให้ฟิต(เล่นเวท)แบบสบายๆ ]

เรียน เสนอให้พวกเราที่ทำงานสำนักงานทำท่านี้ โดยลุกขึ้นลงจากเก้าอี้ 3-5 ครั้งทุกๆ 1-2 ชั่วโมง ลุกเดินไปขึ้นลงบันได 1-2 ชั้น เดินแนวราบ 3-5 นาที ทำแบบนี้ไม่นานจะแข็งแรงได้มาก





ภาพที่ 2: ท่า 'Quadriceps (thigh)' strengthening = ท่าบริหารกล้ามเนื้อหน้าขา (ขาท่อนบนด้านหน้า)
นั่ง เก้าอี้ เหยียดเข่าให้ขาอยู่ในแนวตรงดังภาพ แล้วกลับสู่ท่าตั้งต้น ทำ 10 ครั้ง ถ้าต้องการให้แข็งแรงมากขึ้น ควรหาน้ำหนัก เช่น ถุงทราย ฯลฯ ถ่วงน้ำหนักที่ข้อเท้า ค่อยๆ เพิ่มน้ำหนักจนยกได้ 10 ครั้งหมดแรงพอดี


การ ศึกษาใหม่พบว่า ผู้หญิงที่มีกล้ามเนื้อขาท่อนบนแข็งแรง (thigh muscles) มีความเสี่ยงโรคข้อเข่าเสื่อมไม่ทราบสาเหตุ หรือที่นิยมเรียกว่า 'OA' (knee osteoarthritis / knee OA) ลดลงไปมาก

การศึกษาทำในผู้หญิงที่มีอายุ เกิน 50 ปี ไม่มีอาการปวดเข่า ภาพเอกซเรย์เข่าปกติ ตรวจด้วยเครื่องวัดความแข็งแรงกล้ามเนื้อขา ติดตามไป 2.5 ปีพบว่า

...

กลุ่มตัวอย่าง 10% มี โรคข้อเข่าเสื่อม และคนที่มีกล้ามเนื้อขาท่อนบนอ่อนแอมีความเสี่ยงโรคข้อเข่าเสื่อม หรือภาพเอกซเรย์หัวเข่าผิดปกติเพิ่มขึ้น US มีประชาการ 307.37 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมไม่ทราบสาเหตุมากกว่า 54 ล้านคน = 17.57% หรือประมาณ 1 ใน 6

...

ปัจจัยเสี่ยง โรคนี้ได้แก่ การเคลื่อนไหวน้อย (inactivity), อ้วนมากๆ (obesity), กระดูกหรือข้อผิดปกติมาตั้งแต่เกิด, ข้อเข่าบาดเจ็บ หรือผ่าตัดข้อเข่ามาก่อน, ขาดวิตามิน D, เพศหญิง, และอายุมากขึ้น

กลไก ที่การเคลื่อนไหวน้อยทำให้ข้อเสื่อมอาจเป็นผลจากการที่ข้อต่อมีกระดูกอ่อน ที่หุ้มกระดูกเป็นหน้าสัมผัส กระดูกอ่อนมีเลือดไปเลี้ยงน้อยมากๆ อาศัยออกซิเจน น้ำ สารอาหาร และขับถ่ายของเสียผ่านน้ำไขข้อเป็นหลัก

...

กระบวน การ "บีบ-คลาย" หรือ "ดูดซับน้ำ-บีบน้ำออก (squeezing)" คล้ายฟองน้ำล้างจานที่ดูดซับน้ำได้เวลาคลายแรงกด บีบน้ำออกได้เวลามีแรงกด ทำให้น้ำไขข้อซึมเข้า-ออกจากผิวกระดูกอ่อนได้

การยืนนานๆ หรือนั่งนานๆ ไม่ว่าจะอยู่ในท่าใด (มากเป็นพิเศษเมื่อนั่งกับพื้น เช่น นั่งพับเพียบ ฯลฯ นานๆ ) มีส่วนเพิ่มเสี่ยงข้อเสื่อม ตรงกันข้ามการเคลื่อนไหวข้อต่างๆ ทำให้ข้อได้รับสารอาหารจากน้ำไขข้อผ่านกระบวนการบีบ-คลาย

...

นอก จากนั้น การเคลื่อนไหวน้อยยังทำให้กล้ามเนื้อ-เอ็นไม่แข็งแรง ทำให้ข้อหลวม เกิดแรงบิดในข้อไปทางโน้นทางนี้ที่ไม่ใช่ทิศทางการเคลื่อนไหวปกติได้ง่าย ขึ้น

วิธีป้องกัน ข้อเข่าเสื่อม ที่สำคัญได้แก่

*
(1). ไม่นั่งหรือยืนในท่าเดิมนานๆ
*
(2). หลีกเลี่ยงการนั่งบนพื้นนานๆ > ควรนั่งเก้าอี้แทน
*
(3). บริหารกล้ามเนื้อหน้าขาให้แข็งแรง (ภาพที่ 1,2) > [ 7 วิธีทำให้ฟิต(เล่นเวท)แบบสบายๆ ]
*
(4). ระวังอย่าให้น้ำหนักเกินหรืออ้วน > ถ้าอ้วนควรรีบเปลี่ยนจากอ้วนไม่ฟิต เป็นอ้วนฟิต
*
(5). รับแสงแดดอ่อนตอนเช้า-เย็นวันละ 10 นาทีขึ้นไป เพื่อป้องกันการขาดวิตามิน D หรือกินวิตามิน D เสริมพร้อมมื้ออาหาร (ต้องมีไขมันจึงจะดูดซึมได้)

...

ถึงตรงนี้... ขอให้พวกเรามีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ

ที่มา

*
Thank drmirkin > Gabe Mirkin MD. What can I do to prevent osteoporosis? Dr.Gabe Mirkin's Fitness and Health E-Zine. September 6, 2009. / Source > Arthritis Care & Research, August 2009.
*
นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ รพ.ห้างฉัตร ลำปาง สงวนลิขสิทธิ์. ยินดีให้นำไปเผยแพร่โดยอ้างอิงที่มาได้. ห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า > 6 กันยายน 2552.
*
ข้อมูล ทั้งหมดเป็นไปเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรค ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูงจำเป็นต้องปรึกษาหมอที่ดูแล ท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้.


คลิ๊ก !!!!! อ่านบทความ หรือหนังสือดี ๆเพิ่มเติม ด้านล่างนี้
สำนักพิมพ์โฟกัส
โรคข้อเข่าเสื่อม
น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว

รู้เท่าทันและป้องกัน โรครูมาตอยด์

รู้เท่าทันและป้องกัน โรครูมาตอยด์



โรครูมาตอยด์ Rheumatoid

รู้เท่าทันและป้องกันโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Healthplus)

โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ หรือ โรครูมาตอยด์ เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังที่รุนแรง และสร้างความทรมานต่อผู้ป่วยเป็นเวลาหลายๆ ปี และถ้าได้รับการรักษาที่ไม่ถูกต้องหรือช้าเกินไป สมรรถภาพของข้อจะเสียไป เกิดความพิการ ซึ่งบางครั้งไม่สามารถแก้ไขได้

สาเหตุ การเกิด โรครูมาตอยด์ ยังไม่ทราบแน่นอน เชื่อว่าเริ่มจากมีการอักเสบของเยื่อหุ้มข้อและเยื่อบุชนิดต่างๆ ของร่างกาย อันเป็นผลจากการตอบสนองของระบบภูมิต้านทานต่อเชื้อโรคบางชนิด เชื้อไวรัสหรือสารพิษบางอย่าง และอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์

โรครูมาตอยด์ จะพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 5 เท่า อาการอาจเริ่มปรากฏในช่วงอายุเท่าใดก็ได้ แต่จะพบมากในช่วงอายุ 30-50 ปี ถ้าหากเริ่มเป็น โรครูมาตอยด์ ตั้งแต่เด็ก ก็มักจะมีอาการรุนแรงในเด็กจะมีอาการต่างจากผู้ใหญ่

รู้ได้อย่างไรว่าเป็น โรครูมาตอยด์

1. มีการอักเสบเรื้อรังของข้อหลายๆ ข้อทั้งสองข้างพร้อมๆ กัน ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 6 อาทิตย์

2. ข้ออักเสบ พบบ่อยที่บริเวณ ข้อมือ ข้อโคนนิ้วมือ ข้อกลางนิ้วมือ ข้อเข่า ข้อเท้า ซึ่งจะมีอาการปวด บวม และกดเจ็บตามข้อต่างๆ ถ้าเป็นมานานจะมีข้อผิดรูปได้ ซึ่งเกิดจากการอักเสบของเยื่อบุข้อ การคั่งของเลือดในบริเวณข้อ ขาดการออกกำลังกายและการทำกายภาพบำบัด กินอาหารไม่เพียงพอหรือการฉีดยาสเตียรอยด์เข้าข้อ

3. มีอาการข้อฝืด ข้อแข็ง เคลื่อนไหวลำบาก ในช่วงตื่นนอนตอนเช้า มักต้องใช้เวลานานกว่า 1 ชั่วโมงจึงจะเริ่มขยับข้อได้ดีขึ้น ในช่วงบ่ายๆ มักจะขยับข้อได้เป็นปกติ

4. พบอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น เบื่ออาหาร กล้ามเนื้ออ่อนแรง ปวดเมื่อยหมดทั้งตัว น้ำหนักลด มีไข้ต่ำๆ ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ หลอดเลือดอักเสบปุ่มรูมาตอยด์ใต้ผิวหนัง และภาวะเลือดจาง

5. ตรวจเลือดพบมีรูมาตอยด์แฟคเตอร์ แต่ผู้ที่เป็นโรคนี้จะตรวจเลือดพบเพียงร้อยละ 50-70 เท่านั้น ดังนั้นถ้าตรวจไม่พบรูมาตอยด์ ก็ไม่ได้ หมายความว่าไม่เป็นโรครูมาตอยด์แต่ผู้ที่มีปริมาณรูมาตอยด์แฟคเตอร์สูงจะมี อาการรุนแรงกว่า

6. เจาะน้ำในข้อไปตรวจ

7. เอกซเรย์ ไม่จำเป็น ยกเว้นในกรณีที่ใช้ประเมินว่าข้อถูกทำลายไปมากน้อยเพียงใด เพราะอาจจะต้องผ่าตัด ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการไม่รุนแรง มีอาการเป็นๆ หายๆ สามารถใช้ข้อต่างๆ ได้เกือบเท่ากับคนปกติ

จะมีผู้ป่วยโรครูมาตอยด์ ส่วนน้อยประมาณร้อยละ 20 เท่านั้นที่มีอาการรุนแรง ทำให้เกิดความพิการมีข้อบิดเบี้ยวผิดรูปร่างจนใช้งานไม่ได้ และมีผู้ป่วยจำนวนน้อยมาก ที่จะมีอาการอักเสบของอวัยวะอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ตา หัวใจ หลอดเลือด ปอด ม้าม เป็นต้น

โรครูมาตอยด์ เป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด แต่ก็เป็นโรคที่สามารถควบคุมอาการได้ แต่ต้องใช้เวลานาน ดังนั้น ผู้ป่วยจะต้องมีความอดทนในการรักษา โรครูมาตอยด์ ไม่ควรเปลี่ยนแพทย์หรือเปลี่ยนยาเอง เพราะจะทำให้การรักษาไม่ต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลเสียอย่างมากต่อตัวผู้ป่วยเอง โดยเฉพาะเมื่อเกิดความพิการขึ้นแล้ว ก็ไม่สามารถรักษาให้กลับมาเหมือนเดิมได้

สำหรับ ข้อที่มีการอักเสบอยู่แล้ว การรักษาจะเป็นการควบคุมโรคไม่ให้เป็นมากขึ้น ดังนั้นข้อก็อาจจะบวม ผิดรูปอยู่เหมือนเดิม ซึ่งไม่ได้หมายความว่าการรักษาไม่ได้ผล

โรครูมาตอยด์ มีความรุนแรงแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละคน ดังนั้นแพทย์ก็จะให้การรักษาแตกต่างกันไป โดยเฉพาะในระยะแรกแพทย์อาจต้องปรับเปลี่ยนยาไปมา เพื่อหาว่ายาตัวใดเหมาะสมกับผู้ป่วยคนนั้นมากที่สุด

ส่วนผลการรักษา โรครูมาตอยด์ จะดีมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับ ระยะเวลาที่เป็นโรค ความรุนแรงของโรค การปฏิบัติตัวของผู้ป่วย โรครูมาตอยด์ โดยเฉพาะการทำกายภาพบำบัดของข้อและการใช้ข้ออย่างถูกวิธี

แนวทางการรักษา โรครูมาตอยด์
1. การทำกายภาพบำบัดของข้อ เช่น

ประคบด้วยความร้อน หรือแช่ในน้ำอุ่น

ใส่เฝือกชั่วคราวในช่วงที่อักเสบมากหรือตอนกลางคืน เพื่อลดอาการปวดและป้องกันข้อติดผิดรูป

ขยับข้อให้เคลื่อนไหวมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อป้องกันข้อติดแข็ง โดยเฉพาะนิ้วมือและข้อมือ

ออกกำลังให้กล้ามเนื้อแข็งแรง โดยเฉพาะกล้ามเนื้อนิ้วมือ มือ และแขน ซึ่งอาจจะใช้วิธีบีบฟองน้ำ ลูกบอลยาง ลูกเทนนิสหรือเครื่องออกกำลังที่ใช้มือบีบอื่นๆ รวมถึงการยกน้ำหนัก 1-3 กิโลกรัมร่วมด้วยก็ได้

ใช้ข้ออย่างถูกวิธี พยายามกระจายแรงไปหลายๆ ข้อ เช่น ใช้มือสองข้างช่วยกันจับสิ่งของแทนการใช้มือข้างเดียว ใช้ข้อใหญ่ออกแรงแทนข้อเล็ก เช่น ใช้แขนเปิดประตูแทนใช้ข้อมือ หรือ ใช้อุ้งมือเปิดฝาขวดแทนใช้นิ้วมือ

ปรับสภาพแวดล้อมภายในบ้านให้เหมาะสม เช่น ก๊อกน้ำควรเป็นแบบคันโยก ไม่ควรใช้แบบบิด-หมุน ประตูควรเป็นแบบเลื่อนเปิด-ปิด ไม่ควรใช้ลูกบิด

2. ยากลุ่มระงับการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์

ในผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง จะช่วยลดอาการปวดและบวมตามข้อได้ค่อนข้างดี และเมื่อเลือกใช้ยาตัวใดก็ควรรับประทานยาติดต่อกันอย่างน้อย 2 อาทิตย์ ถ้าอาการไม่ดีขึ้นจึงเปลี่ยนเป็นยาตัวอื่น

ผลข้างเคียงที่สำคัญของยาทุกตัวในกลุ่มนี้ คือ ปวดศีรษะ วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ แสบท้อง เป็นแผลในกระเพาะอาหาร อาจจะมีบวมบริเวณหน้าแขน ขา ไม่ควรใช้ในผู้ป่วยที่เป็นโรคไตวายเรื้อรังและ ต้องระวังการใช้ยาในผู้สูงอายุ

ยากลุ่มนี้จะมียาใหม่ที่มีผลข้างเคียงเกี่ยวกับการเกิดแผลในทางเดินอาหาร น้อย แต่จะมีราคาค่อนข้างแพง จึงควรเลือกใช้ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดแผลในทางเดินอาหาร เช่น ผู้สูงอายุ หรือ ผู้ที่เคยมีแผลในทางเดินอาหาร

3. ยากลุ่มสเตียรอยด์

ยากลุ่มนี้มีทั้งชนิดกินและฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือฉีดเข้าข้อ จะใช้เมื่อการอักเสบรุนแรง แต่ไม่ควรใช้ในขนาดสูงหรือใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะผลข้างเคียงมาก เช่นกระดูกพรุน ไตวายเฉียบพลัน ติดเชื้อง่าย เมื่อหยุดยาก็จะกลับมีอาการขึ้นอีก ในช่วงที่มีการอักเสบมาก อาจใช้ในขนาดสูง เมื่ออาการดีขึ้นก็ควรลดยาลง

4. ยากลุ่มยับยั้งข้ออักเสบรูมาตอยด์ที่ออกฤทธิ์ช้า

เป็นยาที่ค่อนข้างอันตราย มีผลข้างเคียงมาก แพทย์จึงจะใช้ในกรณีที่ใช้ยากลุ่มอื่นแล้วไม่ได้ผล หรือในผู้ที่มีอาการอักเสบรุนแรง มีรูมาตอยด์แฟคเตอร์ในเลือดสูง ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์ช้า กว่าจะเห็นผลต้องให้ยาติดต่อกันอย่างน้อย 2 เดือนขึ้นไป

ยาที่ใช้บ่อย และค่อนข้างปลอดภัยคือ ยาคลอโรควิน ซึ่งเป็นยาที่ใช้รักษาโรคมาลาเรีย และสามารถลดการอักเสบในโรครูมาตอยด์ได้ด้วย โดยมักจะใช้ควบคู่ไปกับยาในข้อ 2 มีผลข้างเคียงคือ คลื่นไส้ เวียนศีรษะ ตาพร่า ผื่นคัน ผิวแห้ง ผิวคล้ำ ซึ่งจะลดอาการทางผิวหนังได้โดยหลีกเลี่ยงการถูกแสงแดดโดยตรง แต่ถ้าเกิดผลข้างเคียงมาก เช่น ตาพร่า ก็ต้องหยุดใช้ยา

ยาตัวอื่นในกลุ่มนี้ เช่น ยา MTX ยาเกลือทอง ยาที่มีฤทธิ์กดภูมิคุ้มกันของร่างกาย และยังมียาใหม่ๆ ที่เริ่มนำมาใช้อีกหลายชนิด ซึ่งเป็นยาที่อันตราย มีผลข้างเคียงสูง ถ้าจะใช้ต้องอยู่ภายได้การดูแลของแพทย์อย่างเคร่งครัด

5. การผ่าตัด เช่น

ผ่าตัดเลาะเยื่อบุข้อที่มีการอักเสบออก ผ่าตัดเย็บซ่อมหรือย้ายเส้นเอ็น ผ่าตัดเชื่อมข้อติดกัน ผ่าตัดกระดูกปรับแนวข้อให้ตรงขึ้น ผ่าตัดใส่ข้อเทียม การผ่าตัดถือว่าเป็นการรักษาปลายเหตุเพื่อบรรเทาอาการเท่านั้น



ขอขอบคุณข้อมูลจาก





คลิ๊ก !!!!! อ่านบทความ หรือหนังสือดี ๆเพิ่มเติม ด้านล่างนี้
สำนักพิมพ์โฟกัส
โรคข้อเข่าเสื่อม
น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว

วันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2554

โรคข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุ


โรคข้อเข่าเสื่อมหรือข้อเสื่อม Osteoarthritis of the knee

ข้อเข่าเสื่อมหรือโรคข้อเข่าเสื่อม เป็นภาวะที่ข้อเข่าผ่าน การใช้งานมาเป็นเวลานาน เกิดการเสื่อมของข้อ ทำให้มีการงอกของกระดูกเวลาเดินจะเจ็บข้อ มีการผิดรูปของข้อเข่า โรคข้อเข่าเสื่อมมักพบในผู้สูงอายุทำให้เกิดความทรมานแก่ผู้สูงอายุเป็น อย่างยิ่ง คุณภาพชีวิตลดลง และทำให้โรคอื่นๆกำเริบ เช่นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง เนื่องจากออกกำลังไม่ได้

โครงสร้างของข้อเข่า

ข้อเข่าของคนเราประกอบไปด้วยกระดูก 3 ส่วนคือ

1. กระดูกต้นขาหรือทางการแพทย์เรียกว่ากระดูก femur ซึ่งเป็นกระดูกส่วนบนของเข่า
2. กระดูกหน้าแข็งทางการแพทย์เรียก tibia ซึ่งเป็นกระดูกส่วนล่างของข้อเข่า
3. กระดูกลูกสะบ้าทางการแพทย์เรียก patella ซึ่งอยู่ด้านหน้าของเข่า

ผิว ของข้อเข่าจะมีกระดูกอ่อน [cartilage ] รูปครึ่งวงกลมซึ่งทำหน้าที่กระจายน้ำหนัก ในข้อเข่าจะมีน้ำหล่อลื่นภายในข้อเรียก synovial fluid ซึ่งจะเป็นน้ำหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อรอบเข้าซึ่งป้องกันการสึกของข้อ เมื่อเราเดินหรือวิ่งข้อของเราจะต้องรับน้ำหนักเพิ่ม ดังนั้นยิ่งมีน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้นเท่าใดข้อก็จะต้องรับน้ำหนักเพิ่มมาก ขึ้น นอกจากนั้นจะมีกล้ามเนื้อและเอ็นรอบข้อทำให้ข้อแข็งแรง



 
แหล่งข้อมูล รายการอโรคาปาร์ตี้ บริษัทเวอร์คพอยท์

กลไกการเกิดข้อเข่าเสื่อม

เข่าของคนเราเป็นข้อที่ใหญ่และต้องทำงานมากทำให้เกิดโรคที่เข่าได้ง่ายโรคข้อ เข่าเสื่อมหมายถึง การที่กระดูกอ่อนของข้อมีการเสื่อมสภาพทำให้กระดูกอ่อนไม่สามารถเป็นเบาะรอง รับน้ำหนัก และมีการสูญเสียคุณสมบัติของน้ำหล่อเลี้ยงเข่า เมื่อมีการเคลื่อนไหวของเข่าก็จะเกิดการเสียดสีและเกิดการสึกหรอของกระดูก อ่อน ผิวของกระดูกอ่อนจะแข็งผิวไม่เรียบ เมื่อเคลื่อนไหวข้อเข่าก็จะเกิดเสียงดังในข้อเกิดอาการเจ็บปวด หากข้อเข่าที่เสื่อมมีการอักเสบก็จะมีการสร้างน้ำข้อเข่าเพิ่มทำให้เกิด อาการบวม ตึงและปวดของข้อเข่า เมื่อมีการเสื่อมของข้อเข่ามากขึ้นข้อเข่าก็จะมีอาการโก่งงอทำให้เกิดอาการ ปวดเข่าทุกครั้งที่มีการเคลื่อนไหว และขนาดของข้อเข่าก็จะมีขนาดใหญ่ขึ้น ในที่สุดผู้ป่วยต้องใช้ไม้เท้าช่วยเดินหรือบางคนจะเดินน้อยลงทำให้กล้าม เนื้อ ต้นขาลีบลง ข้อจะติดเหมือนมีสนิมเกาะเหยียดขาได้ไม่สุด

เมื่อเกิดเข่าเสื่อมมากขึ้นกระดูกอ่อน( cartilage )จะมีขนาดบางลง ผิวจะขรุขระ จะมีการงอกของกระดูกขึ้นมาที่เรียกว่า osteophytes เมื่อมีการอักเสบเยื่อหุ้มข้อก็จะสร้างน้ำหล่อเลี้ยงข้อเพิ่มขึ้นทำให้ข้อ เข่ามีขนาดใหญ่ เอ็นรอบข้อจะมีขนาดใหญ่ขึ้น กล้ามเนื้อจะลีบลง การเปลี่ยนแปลงของข้อจะเป็นไปอย่างช้าๆโดยที่ผู้ป่วยไม่ทราบ ในรายที่เป็นรุนแรงกระดูกอ่อนจะบางมาก ปลายกระดูกจะมาชนกัน เวลาขยับข้อจะเกิดเสียงเสียดสีในข้อ


อาการของโรคข้อเข่าเสื่อม

โรค ข้อเข่าเสื่อมเป็นโรคที่พบในผู้ป่วยสูงอายุ แต่ผู้ป่วยที่มีโรคข้อเรื้อรังเช่นโรครูมาตอยด์ โรคเกาต์ หรือผู้ที่ได้รับอุบัติเหตุที่ข้อเข่า ก็อาจจะเกิดโรคข้อเข่าเสื่อมในขณะที่อายุยังไม่มาก โดยเฉพาะคุณผู้หญิงจะมีโอกาสเป็นข้อเสื่อมได้มากกว่าผู้ชายเนื่องจากความ แข็งแรงของกระดูกและกล้ามเนื้อน้อยกว่าผู้ชาย

อาการที่สำคัญได้แก่

* อาการปวดเข่า เป็นอาการที่สำคัญเริ่มแรกจะปวดเมื่อยตึงทั้งด้านหน้าและด้านหลังของเข่า หรือบริเวณน่อง เมื่อเป็นมากขึ้นจะปวดบริเวณเข่าเมื่อมีการเคลื่อนไหว ลุกนั่งหรือเดินขึ้นบันไดไม่คล่องเหมือนเดิม
* มีเสียงในข้อ เมื่อเคลื่อนไหวผู้ป่วยจะรู้สึกมีเสียงในข้อและปวดเข่า
* อาการบวม ถ้าข้อมีการอักเสบก็จะเกิดข้อบวม
* ข้อเข่าโก่งงอ อาจจะโก่งด้านนอกหรือโก่งด้านใน ทำให้ขาสั้นลงเดินลำบากและมีอาการปวดเวลาเดิน
* ข้อเข่ายึดติด ผู้ป่วยจะไม่สามารถเหยียดหรืองอขาได้สุดเหมือนเดิมเนื่องจากมีการยึดติดภายในข้อ

ปัจจัยที่ทำให้เกิดข้อเสื่อม

* อายุ อายุมากมีโอกาสเป็นมากเนื่องจากอายุการใช้งานมาก
* เพศหญิงจะเป็นโรคเข่าเสื่อมมากกว่าผู้ชาย 2 เท่า
* น้ำหนัก ยิ่งน้ำหนักตัวมากข้อเข่าจะเสื่อมเร็ว
* การใช้ข้อเข่า ผู้ที่นั่งยองๆ นั่งขัดสมาธิ หรือนั่งพับเพียบนานๆจะพบข้อเข่าเสื่อมเร็ว
* การได้รับบาดเจ็บบริเวณข้อเข่า ผู้ที่ได้รับอุบัติเหตุที่ข้อเข่าไม่ว่าจะกระดูกข้อเข่าแตกหรือเอ็นฉีก จะเกิดข้อเข่าเสื่อมได้
* ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและกระดูก ผู้ที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และได้รับแคลเซียมในปริมาณที่พอเพียงจะชะลอการเสื่อมของเข่า

แพทย์จะวินิจฉัยข้อเข่าเสื่อมได้อย่างไร

หากท่านมีอาการปวดเข่าเรื้องรัง เมื่อไปพบแพทย์หากสงสัยว่าเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมแพทย์ก็จะมีขั้นตอนการวินิจฉัยดังนี้

1. ซักประวัติและตรวจร่างกายโดยเน้นที่การตรวจข้อเข่า ซึ่งอาจจะพบลักษณะที่สำคัญคือ ข้อบวม หรือขนาดข้อใหญ่และมีการงอของข้อเข่า
2. การถ่ายภาพรังสี ก็จะพบว่าช่องว่างระหว่างกระดูกเข่าแคบลงซึ่งหมายถึงกระดูกอ่อนมีการสึกหรอ หากสึกมากก็ไม่พบช่องว่างดังกล่าว
3. การเจาะเลือด การเจาะเลือดเพื่อวินิจฉัยแยกโรคที่อาจจะเป็นสาเหตุของโรคปวดเข่าเรื้อรังเช่น โรคเกาต์ หรือโรครูมาตอยด์
4. การตรวจน้ำหล่อเลี้ยงเข่า ในกรณีที่เข่าบวมแพทย์จะเยาะเอาน้ำหล่อเลี้ยงเข่าออกมาตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์
5. การตรวจความหนาแน่นของกระดูก เป็นการตรวจหาโรคกระดูกพรุน

การรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม

โรค ข้อเข่าเสื่อมเป็นโรคของผู้สูงอายุ หากเป็นแล้วจะไม่สามารถรักษาให้เหมือนเดิม ดังนั้นการรักษาข้อเข่าเสื่อมจึงมีจุดประสงค์เพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวด ป้องกันข้อติด ป้องกันข้อโก่งงอ เป็นต้น การรักษาแบ่งออกได้เป็น 3 วิธี

1. การรักษาทั่วไป
2. การรักษาโดยการใช้ยา
3. การรักษาโดยการผ่าตัด

การรักษาทั่วไป

* ปฏิบัติตัวเพื่อหลีกเลี่ยงต่อการเกิดข้อเข่าเสื่อมเช่น การยกของหนัก การนั่งพับเพียบ นั่งยองๆ การนั่งสมาธิเป็นเวลานานๆ การใช้ส้วมชนิดนั่งยองๆ การนอนกับพื้นเป็นประจำเพราะขณะลุกขึ้นหรือลงนอนจะเกิดอันตรายกับเข่า หลีกเลี่ยงการขึ้นบันไดบ่อยๆ ควรจะนั่งบนเก้าอี้ไม่ควรนั่งบนพื้น
* การลดน้ำหนักซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่จะลดอาการปวดและช่วยชะลอข้อเข่าเสื่อมได้
* การออกกำลังกายและการบริหารกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะการบริหารกล้ามเนื้อต้นขาจะทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงจะช่วยลดแรงที่ กระทำต่อเข่า วิธีการบริหารสามารถทำได้โดยการยืน มือเกาะกับเก้าอี้ ย่อตัวให้เข่างอเล็กน้อย นับ 3-6 แล้วยืนตรงทำช้ำ 3-6 ครั้ง หรืออาจจะทำได้โดยนั่งบนเก้าอี้เหยียดขาเกร็งไว้ 10 วินาที่แล้วจึงงอเข่า ทำซ้ำหลายครั้ง นอกจากนั้นการเดินเร็วหรือการว่ายน้ำจะช่วยกระตุ้นให้กระดูกแข็งแรง
* เวลาเดินหรือวิ่งให้ใส่รองเท้าสำหรับเดินหรือวิ่งซึ่งจะมีพื้นกันกระแทก
* ให้ใช้เข่าเหมือนปกติ หากมีอาการปวดให้พักเข่า
* ใช้ไม้เท้าค้ำเวลาจะลูกขึ้น อย่าหยุดใช้งาน
* เวลาขึ้นบันไดให้ก้าวข้างดีขึ้นก่อน เวลาลงให้ก้าวข้างปวดลงก่อน มือจับราวบันได
* ประคบอุ่นเวลาปวดเข่า
* การทำกายภาพบำบัด แพทย์จะแนะนำวิธีการบริหารกล้ามเนื้อและข้อเข่าเพื่อลดอาการปวด ป้องกันข้อติด ป้องกันข้อผิดรูป รวมทั้งทำให้กล้ามเนื้อและกระดูกแข็งแรง ที่สำคัญต้องปฏิบัติเป็นประจำจึงจะได้ผลดี

การบริหารกล้ามเนื้อ

การ พักกล้ามเนื้อเป็นวิธีที่ดีสำหรับการรักษาข้อเข่าเสื่อม แต่ต้องมีการออกกำลังหรือบริหารข้อเข่าอย่างเหมาะสม การออกกำลังจะช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง ป้องกันข้อติด การเคลื่อนไหวของข้อดีขึ้น การบริหารมีให้เลือกหลายท่า การบริหารที่สามารถทำได้บ่อยๆ วิธีง่ายๆสามารถทำได้ด้วยตัวเอง

1. นั่งบนเก้าอี้ให้นั่งห้อยเท้าไว้ ผูกน้ำหนักที่ข้อเท้าประมาณ 2-5 กิโลกรัมไว้ที่ขาทั้งสองข้าง ให้ทำวันละ 1-3 ครั้งครั้งละ 5-15 นาที

2. นั่งบนเก้าอี้ พักเท้าข้างหนึ่งไว้บนพื้น เท้าอีกข้างหนึ่งวางบนเก้าอี้ ให้กดเท้าที่วางอยู่บนเก้าอี้ลงหาพื้นนาน 5-10 วินาที่แล้วพัก 1 นาที ทำซ้ำข้างละ10 ครั้ง ให้ทำวันละ 3 เวลา
3. ให้นั่งบนเก้าอี้ หลังพิงพนัก ยกเท้าขึ้นมาและเกร็งกล้ามเนื้อต้นขาโดยการกดกระดกข้อเท้าให้นับ 5- 10วินาที ทำข้างละ 10 ครั้ง ทำวันละ 3 เวลา ถ้าหากแข็งแรงขึ้นอาจจะถ่วงน้ำหนักที่ปลายเท้า

4. ให้นอนหงาย ยกเท้าข้างหนึ่งงอตั้งไว้ อีกข้างหนึ่งยกสูงขึ้นจากพื้นเกร็ง 1 ฟุต นับ 1-10 สลับข้างทำ ให้ทำซ้ำหลายๆครั้ง หรืออาจะเคลื่อนเท้าเป็นรูปตัวที ให้ทำวันละ 3 เวลา

5. นอนหงาย หรือนั่งหาหมอนรองบริเวณข้อเท้าข้างหนึ่ง กดเข่าของเท้าที่มีหมอนหนุนให้ติดพื้นให้นับ นาน 5-10 วินาทีพัก1 นาทีทำข้างละ 10 ครั้ง วันละ 3 เวลา ทำสลับข้างทำบ่อยๆ

6. นั่งบนเก้าอี้ นำผ้าวางไว้ใต้เท้าข้างหนึ่ง แล้วดึงขึ้นมาให้สูงจากพื้น 4-5 นิ้วดึงไว้ 5-10 วินาที พักหนึ่งนาที่ ทำซ้ำข้างละ 10 ครั้ง ทำวันละ 3 ครั้ง
7. ให้ยืนหลังพิงกำแพง ให้เคลื่อนตัวลงจนเข่างอ 30 องศา แล้วให้ยืนขึ้นทำ 5-10ครั้ง วันละ 3 เวลา

การรักษาโดยการใช้ยา

หากการรักษาทั่วไปไม่สามารถลดอาการปวดจำเป็นต้องใช้ยาในการรักษา ซึ่งมียาหลายชนิดให้เลือกดังนี้

1. ยาแก้ปวด เป็นยาลดอาการปวด แต่ไม่ได้แก้อาการอักเสบ พอหมดฤทธิ์ยาก็ปวดอีก เช่นยา paracetamol
2. ยาแก้อักเสบ steroid เมื่อสมัยก่อนนิยมใช้กันมากทั้งชนิดรับประทานและชนิดฉีดเข้าข้อ แต่ปัจจุบันความนิยมลดลงเนื่องจากผลข้างเคียง โดยเฉพาะยาที่ฉีดเข้าข้อจะทำให้ข้อเข่าเสื่อมเร็วขึ้น
3. ยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่ steroid ยากลุ่มนี้นิยมใช้กันมากขึ้น แต่ต้องระวังการเกิดโรคแทรกซ้อน
4. ยาบำรุงกระดุกอ่อน ได้ผลช้าและใช้ค่าใช้จ่ายสูงจึงไม่เป็นที่นิยม
5. การใช้น้ำหล่อเลี้ยงข้อชนิดเทียม เนื่องจากโรคข้อเสื่อมจะมีน้ำหล่อเลี้ยงข้อน้อยทำให้มีการเสียดสีของข้อ จึงได้มีการฉีดน้ำหล่อเลี้ยงข้อเทียมเข้าไปในเข่า 3-5 ครั้งแต่ละครั้งห่างกัน 1 สัปดาห์ ซึ่งจะทำให้ลดการเสียดสีของข้อ ลดอาการปวด แต่การฉีดนี้ใช้ได้เฉพาะข้อที่เสื่อมไม่มาก

การผ่าตัด

ปัจจุบันได้รับความนิยมมากขึ้นเนื่องจากได้ผลดีและโรคแทรกซ้อนไม่มาก วิธีการผ่าตัดมีได้หลายวิธี
ดังนี้

1. การผ่าตัดโดยการส่องกล้อง (arthroscope) เหมาะสำหรับข้อที่เสื่อมไม่มาก แพทย์จะเข้าไปเอาสิ่งสกปรกที่เกิดจากการสึกออกมา
2. การผ่าตัดแก้ความโก่งงอของเข่า วิธีนี้ต้องตัดกระดูกบางส่วนออกทำให้ใช้เวลานานกว่าจะใช้งานได้ ปัจจุบันนิยมลดลง
3. การผ่าตัดใส่ข้อเข่าเทียม คือการใส่ข้อเข่าเทียมเข้าแทนข้อที่เสื่อม ซึ่งผลการผ่าตัดทำให้หายปวด ผู้ป่วยใช้ชีวิตได้ดีขึ้น

แหล่งข้อมูล http://www.siamhealth.net

MAXIMUV (แม๊กซิมูฟ) ช่วยคุณได้

พื้นที่จัดส่งสินค้า: จัดส่งทั่วประเทศ
รายละเอียดการส่งสินค้า/ นัดรับสินค้า: ส่งEMS
วิธีการชำระเงิน: บ/ช ชื่อ
นายสุรชัย ชัยโชติรุ่งเรือง
ธนาคาร ไทยพาณิชย์ สาขาชิดลม
ออมทรัพย์เลขที่ 001-2-06035-5
โทร 081-637-3780, 088-585-1379
email: chaichoti@gmail.com

ราคาขาย 3,580.00 บาท / กล่อง มีส่วนลดพิเศษให้ 10% เหลือเพียง 3,222.00 บาท / กล่อง  หากซื้อสินค้า 2 กล่อง ไม่คิดค่าจัดส่งสินค้า จำนวน 100.00 บาท









วันเสาร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2554

โรคกระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุน  (Osteoporosis)

ข้อมูลเพิ่มเติมที่    http://surachaionline.com

แหล่งข้อมูล  โรงพยาบาลสมิติเวช

โรคกระดูกพรุน หมายถึงภาวะที่กระดูกของคนเรามีเนื้อกระดูกลดลง ทั้งนี้เนื่องจากแร่ธาตุแคลเซี่ยมในกระดูกลดลง ทำให้กระดูกพรุนซึ่งเกิดการหักได้ง่าย

ปกติกระดูกของคนจะมีความแข็ง เหมือนหินหรือเหล็ก เพื่อเป็นหลักให้อวัยวะยึดเกาะ กระดูกของคนเราประกอบด้วยโปรตีน collagen ที่สร้างโยงเป็นใย โดยมีเกลือ calcium phosphate เป็นตัวที่ทำให้กระดูกแข็งแรง และทนต่อแรงดึงรั้ง เกลือ calcium จะอยู่ในกระแสเลือด 99% อยู่ในเลือด 1% ปกติกระดูกของคนเรามีการสร้าง และการละลายอยู่ตลอดเวลา ในเด็กมีการสร้างมากกว่าการละลายทำให้กระดูกเด็กมีการเจริญ และใหญ่ขึ้น กระดูกจะใหญ่ขึ้นจนอายุ 30 ปี กระดูกเริ่มมีการละลายมากกว่าการสร้างทำให้กระดูกเริ่มจาง ในวัยทองระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนมีระดับลดลงอย่างรวดเร็วทำให้อัตราการละลาย ของกระดูกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว กระดูกที่พรุนจะสี่ยงต่อกระดูกหักโดยเฉพาะกระดูกสะโพกซึ่งจะมีผลต่อสุขภาพ กระดูกพรุนมักจะเกิดในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายด้วยเหตุผล 2 ประการคือ

* ความหนาแน่นของกระดูกผู้ชายสูงกว่าผู้หญิง
* เมื่อเข้าวัยทอง ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลงอย่างรวดเร็วทำให้เนื้อกระดูกจางลงอย่างรวดเร็ว

กระดูก โปร่งบางหรือกระดูกพรุนคืออะไรOsteoporosis bone has less calcium and is much weeker. โรคกระดูกจางหมายถึงภาวะที่กระดูกสูญเสียเนื้อกระดูก และโครงสร้างผิดไป ทำให้กระดูกมีความเปราะบาง เกิดการหักได้ง่ายโดยเฉพาะกระดูกส่วนข้อสะโพก กระดูกสันหลัง และกระดูกข้อมือ เนื้อกระดูกจะมีรูพรุนเหมือนฟองน้ำ ผู้ชายและผู้หญิงมีโอกาสเป็นเท่ากัน และสามารถป้องกันและรักษาได้ ปัจจัยเสี่ยงของโรคกระดูกโปร่งบาง หมายถึงภาวะที่ทำให้กระดูกจางเร็วขึ้น บางคนมีหลายปัจจัยเสี่ยง แต่บางคนก็ไม่มีปัจจัยเสี่ยง

1. ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลง

* เพศหญิงจะมีการเกิดกระดูกจางมาก และเร็วกว่าผู้ชาย เพราะผู้หญิงวัยทองขาด estrogen ทำให้เกิดการละลายของกระดูกมากกว่าปกติ การรับประทานแคลเซี่ยมเป็นประจำจะช่วยลดอุบัติการณ์ของกระดูกหัก
* อายุมากจะเกิดกระดูกจางได้มากกว่าอายุน้อย
* ขนาดของร่างกาย ผู้ป่วยที่ผอม และตัวเล็กจะมีกระดูกจางได้ง่าย
* เชื้อชาติ
* ประวัติครอบครัว ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเรื่องกระดูกจางจะเกิดโรคได้ง่าย

2. ปัจจัยเสี่ยงที่สามารถแก้ไขได้

* ฮอร์โมนเพศไม่ว่าหญิงหรือชายหากมีฮอร์โมนต่ำก็เกิดกระดูกจางได้
* เบื่ออาหาร
* อาหารที่รับประทานมีแคลเซียมต่ำ
* ใช้ยาบางชนิดเป็นประจำ เช่น steroid หรือยากันชัก
* ผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย
* สูบบุหรี่
* ดื่มสุรา

การประเมินความเสี่ยงว่าจะเป็นโรคกระดูกโปร่งบาง กระดูกพรุนหรือไม่
การประเมินความเสี่ยง คะแนน
สุขภาพเป็นเช่นใด 0

* ดี 1
* ปานกลางลงมา 1


ผิวดำ -1
ประวัติแม่ พี่หรือน้องสาวกระดูกสะโพกหัก 1
น้ำหนักลดลงเมื่อเทียบกับตอนอายุ 25 ปี 1
สูงกว่า 165 ซม 1
เป็นโรคสมองเสื่อม 1
ได้รับยา steroid 1
ได้รับยากันชัก 1
ได้รับยากลุ่ม benzodiazepam เช่น valium 1
ไม่ได้ออกกำลังกาย 1
ต้องใช้แขนช่วยเวลาลุกจากเก้าอี้ 1
มีกระดูกหักเมื่ออายุมากกว่า 50ปี 1
อายุมากกว่า 80 ปี 1
วัยทองและไม่ได้รับฮอร์โมนทดแทน 1
ยืนน้อยกว่าวันละ 4 ชั่วโมง 1
หัวใจเต้นเกิน 80 ครั้งเวลานั่งเฉยๆ 1
รวมคะแนน
คะแนน 0-2 ความเสี่ยงต่อกระดูกพรุนต่ำ

คะแนน 3-4 ความเสี่ยงต่อกระดูกพรุนปานกลาง

คะแนนมากกว่า 5 ความเสี่ยงต่อกระดูกพรุนสูง


หาก ท่านพบว่าท่านมีความเสี่ยงของการเกิดกระดูกโปร่งบาง กระดูกพรุนสูงโปรดปรึกษา แพทย์ และปฏิบัติตามวิธีป้องกันโรคกระดูกโปร่งบางข้างล่างบทความ

ท่านจะทราบได้อย่างไรว่าท่านเป็นโรคกระดูกโปร่งบาง กระดูกพรุน หรือเปล่า

บริเวณที่กระดูกหักบ่อย

ผู้ป่วยจะไม่มีอาการอะไรจนกระทั่งกระดูกพรุนและจางมากจึงจะเกิดอาการ อาการที่สำคัญได้แก่

* เมื่อมีการหกล้มที่ไม่รุนแรงก็จะเกิดกระดูกหัก บริเวณกระดูกหักที่พบได้บ่อยได้แก่ กระดูกหลัง กระดูกสะโพก กระดูกข้อมือ
* ปวดกระดูกหลัง
* ผู้ป่วยจะมีน้ำหนักลดเนื่องจากเนื้อกระดูกลดลง
* ผู้ป่วยจะหลังโก่ง เตี้ยลง ให้วัดส่วนสูงปีละครั้งถ้าหากเตี้ยลงแสดงว่าท่านมีโรคกระดูกโปร่งบาง
* กล้ามเนื้อท่านลีบลงหรือไม่

ผลจากการที่กระดูกหักจะทำให้ผู้ป่วยครึ่งหนึ่งเดินด้วยตัวเองไม่ได้ และมีอัตราการตายร้อยละ20

การ วินิจฉัยปัจจุบัน แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคกระดูกโปร่งบางก่อนที่จะเกิดอาการโดยการตรวจความเข็ม หรือความหนาแน่นของกระดูก bone mineral density หรือ BMD การตรวจนี้ใช้แสงเอกซเรย์ปริมาณน้อยมากส่องตามจุดที่ต้องการแล้วใช้ คอมพิวเตอร์คำนวณหาความหนาแน่นของกระดูก เมื่อเทียบกับค่ามาตรฐานโดยการเปรียบเทียบกับมวลกระดูกของผู้หญิงอายุ 25 ปี หากมวลกระดูกของคุณน้อย 2.5 เท่า standard deviations ของผู้หญิงอายุ 25 ปีคุณเป็นโรคกระดูกพรุน osteoporosis หากเนื้อกระดูกน้อยว่าคนปกติแต่ไม่ถึง 2.5 เท่า standard deviations คุณเป็นคนที่มีเนื้อกระดูกน้อยกว่าคนปกติ osteopenia การรักษามียาหลายชนิดที่ใช้รักษาโรคกระดูกจางโดยเฉพาะหญิงวัยทอง

* Estrogen ต้องให้ร่วมกับ progestin จะให้ในราย ตัดรังไข่ก่อนอายุ 50 ปี ผู้ที่หมดประจำเดือนอายุน้อย ประวัติครอบครัวเป็นโรคกระดูกจาง ผู้ที่มีความหนาแน่นของกระดูกต่ำ
* Raloxifene เป็นยาในกลุ่มฮอร์โมนเอสโตรเจน สามารถเพิ่มระดับความเข้มของกระดูกได้ครึ่งของการใช้ฮอร์โมนทดแทน
* Alendronate ยานี้ออกฤทธิ์โดยการยับยั้งการละลายของกระดูก ควรจะรับประทานยานี้ขณะท้องว่างและให้ดื่มน้ำตาม และให้อยู่ในท่ายืนหรือนั่งเป็นเวลา 30 นาที ยานี้อาจจะทำให้เกิดอาการจุกหน้าอก ผู้ที่มีโรคไตควรจะปรึกษาแพทย์
* Calcitonin เป็นฮอร์โมนใต้สมองได้จากการสกัดต่อมใต้สมองจากปลาทูน่า ใช้พ่นจมูก ยาตัวนี้ผลข้างเคียงต่ำ
* Tamoxifen,Raloxifene ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์ที่ estrogen recpertor กับบางอวัยวะเท่านั้นคือยากลุ่มนี่มีความจำเพาะสูงกว่าเอสโตรเจน ยากลุ่มนี่สามารถเพิ่มมวลของกระดูกและลดอาการร้อนตามตัว

การป้องกัน การป้องกันที่ดีที่สุดต้องสร้างกระดูกให้แข็งแรงตั้งแต่อายุ น้อยกว่า 30 ปี มีหลายวิธีที่จะป้องกันภาวะกระดูกโปร่งบาง เช่น

1. รับประทานอาหารที่มี แคลเซียมสูงโดยเฉพาะในเด็กที่กำลังเจริญเติบโต หญิงตั้งครรภ์ และให้นมบุตร ชายและหญิงวัยทอง อาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียมได้แก่ นม นมพร่องมันเนย ผักใบเขียว ปลาและกระดูก ถั่ว น้ำส้ม ในวัยทองควรจะได้รับปริมาณแคลเซียม 1500มก.ต่อวันแต่สำหรับผู้ที่ได้รับฮอร์โมนทดแทนควรจะได้รับปริมาณแคลเซียม 1000 มก.ต่อวัน หากรับประทานแคลเซียมครั้งละ 600 มก.จะดูดซึมได้ดี เมื่อรับประทานแคลเซียมต้องดื่มน้ำมากๆเพราะแคลเซียมจะทำให้ท้องผูก ในวัยทองควรจะได้รับวิตามิน ดี 400 ยูนิตต่อวันเพื่อช่วยในการดูดซึมของแคลเซียม แหล่งอาหารที่มีแคลเซียม
* หมวดที่1 เนื้อสัตว์ เช่นปลาร้า กุ้งแห้ง ปลาลิ้นหมา ปลาตัวเล็ก
* หมวดที่2 พืชผัก ใบชะพลู เห็ดหอม ดอกแค ผักกระเฉด ยอดสะเดา ใบโหระพา ผักคะน้า ถั่วแดง เม็ดบัว เต้าหู้ ถั่วเหลือง
* หมวด3 นม
* เครื่องปรุง เช่น กะปิ ใบมะกรูด พริกแห้ง
ปริมาณแคลเซียมในอาหาร
ชนิดของอาหาร ปริมาณที่บริโภค แคลเซียม(มก.)
นมสด รสจืด 200 (1 กล่อง) 230-292
ปลาช้อนทะเลแห้งทอด ครึ่งถ้วยตวง 329
กุ้งแห้งตัวเล็ก 1ช้อนโต๊ะ 138
เต้าหู้ขาวอ่อน 1 ก้อน 290
คะน้าผัด ครึ่งถ้วยตวง 105

ปริมาณแคลเซียมที่ควรได้รับในแต่ละวัน (mg/day)
แรกคลอด-6 เดือน 400
6 เดือน-1 ปี 600
1-10 ปี 800-1200
11-24 1200-1500
25-50 1000
51-64 1000-1500
มากกว่า65 มากกว่า 1500
คนท้อง 1200-1500

2. วิตามินดี ปกติคนเราสามารถสังเคราะห์วิตามินดี ได้จากแสงอาทิตย์ แต่คนสูงอายุ หรือผู้ที่อยู่แต่ในบ้านจะขาดวิตามินดี วิตามินดี จะช่วยให้ลำไส้มีการดูดซึมแคลเซียม วันหนึ่งควรได้วิตามินดี 400-800 IU ให้ถูกแสงบริเวณมือ แขน ใบหน้าครั้งละ 10-15 นาที สัปดาห์ละ 2-3 ครั้งก็เพียงพอที่จะสร้างวิตามินดี การทาครีมกันแดดจะลดการสร้างวิตามินดี
3. การออกกำลังกาย การออกกำลังกายจะทำให้กระดูกแข็งแรง เช่น การเดิน การเดินขึ้นบันได กระโดดเชือก ยกน้ำหนัก การเต้นรำ ลองเริ่มต้นการออกกำลังกายวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3-5 วัน ซึ่งนอกจากจะทำให้กระดูกแข็งแรงยังทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและป้องกันการหก ล้ม การออกกำลังที่จะทำให้กระดูกแข็งแรงคือ การออกกำลังชนิด weight bearing คือใช้น้ำหนักตัวเองช่วยในการออกกำลังกาย เช่น การเดิน การวิ่ง การขึ้นบันได การเต้นรำ การว่ายน้ำและการขี่จักรยานไม่จัดในการออกกำลังกายกลุ่มนี้ อีกชนิดหนึ่งคือการยกน้ำหนักเพื่อทำให้กล้ามเนื้อและกระดูกแข็งแรง
4. การสูบบุหรี่จะทำให้ฮอร์โมน estrogen ต่ำเป็นผลทำให้กระดูกจาง
5. การดื่มสุรา วันละ 120-180 มิลิเมตรจะทำให้กระดูกจางและหักง่าย
6. หลีกเลี่ยงการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วเพราะจะทำให้เกิดกระดูกพรุน
7. ยาบางชนิดหากรับประทานต่อเนื่องจะทำให้กระดูกจาง เช่น steroid phenyltoin [dilantin} barbiturate ,antacid ,thyroid hormone
8. ยาป้องกันกระดูกจาง
9. ไม่ควรดื่มชาหรือกาแฟมากกว่า 2 แก้วเพราะสาร caffeein จะเร่งการขับแคลเซียม
10. การวัดความหนาแน่นของกระดูก

แหล่งข้อมูล http://www.siamhealth.net

MAXIMUV (แม๊กซิมูฟ)  ช่วยคุณได้

พื้นที่จัดส่งสินค้า: จัดส่งทั่วประเทศ
รายละเอียดการส่งสินค้า/ นัดรับสินค้า: ส่งEMS
วิธีการชำระเงิน: บ/ช ชื่อ
นายสุรชัย ชัยโชติรุ่งเรือง
ธนาคาร ไทยพาณิชย์ สาขาชิดลม
ออมทรัพย์เลขที่ 001-2-06035-5
โทร 081-637-3780, 088-585-1379
email: chaichoti@gmail.com

ราคาขาย
3,580.00 บาท / กล่อง มีส่วนลดพิเศษให้ 10% เหลือเพียง 3,222.00 บาท / กล่อง  หากซื้อสินค้า 2 กล่อง ไม่คิดค่าจัดส่งสินค้า จำนวน 100.00 บาท